วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เชื้อไวรัสคืออะไร หลากหลายสายพันธุ์ เชื้อไวรัสไข้หวัดแพร่กระจายได้อย่างไร วิธีป้องกันใหม่ๆมีอะไรบ้าง

เชื้อไวรัส (virus) คืออะไร


ไวรัสจัดเป็นจุลินทรีย์อีกชนิดหนึ่ง ที่ก่อโรคแก่มนุษย์ เช่นเดียวกับเชื้อแบคทีเรีย  หน่วยของไวรัสเองจะมีรหัสกรดนิวคลีอิคที่เป็น ดีเอ็นเอ [DNA] หรือ อาร์เอนเอ [ RNA ] ก็ได้แล้วแต่ชนิดของไวรัสนั้น  หน่วยของไวรัสไม่มีเครื่องมือสำหรับการแบ่งตัวสร้างหน่วยใหม่โดยตัวเอง  มันจึงจำเป็นต้องอาศัยเซลล์ที่มีชีวิตอื่นเพื่อทำการยังชีพ และเพิ่มจำนวนตัวเอง  อีกนัยหนึ่งตามความหมายที่ว่านี้ ไวรัสจึงคล้ายๆพยาธิที่คอยเกาะกินเซลล์ที่มีชีวิต เช่น เซลร่างกายมนุษย์ และเพิ่มจำนวน  ในการเข้าสิงสู่อาศัยในเซลล์ร่างกายมนุษย์ บางเซลล์มนุษย์อาจถูกทำลายลง แต่บางเซลที่ไวรัสอาศัยอยู่ก็ไม่ถูกทำลาย ตกอยู่ในสภาพการเกาะกินอย่างเรื้อรังยาวนาน เช่น พวกไวรัสโรคเฮอร์ปีส์ [ Hepesvirus ] หรือไวรัสบางพวกเลียนแบบเซลล์ปกติของร่างกายก่อให้เกิดการแบ่งตัวจนกลายเป็นเนื้องอกขึ้นมาได้และเนื่องมาจากการสิงสู่ในเซลล์ การเลียนแบบเซลล์ปกติของมนุษย์นี่เอง ทำให้การค้นหาเชื้อ การวินิจฉัย รวมทั้งการใช้ยารักษาทำลายเชื้อจึงเป็นไปด้วยความยากลำบาก
               

เชื้อไวรัสเป็นเชื้อที่ทำให้เกิดโรคที่มีขนาดเล็กที่สุด เล็กกว่าเชื้อโรคมาก มองไม่เห็นดัวย กล้องจุลทรรศ์ธรรมดา ต้องดูด้วยกล้องจุลทรรศ์แบบ อิเล็กตรอนจึงจะเห็นได้




ตัวไวรัสประกอบด้วยโปรตีนซึ่งเป็น RNA หรือ DNA  อย่างใดอย่างหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียวอยู่ในส่วนกลางของตัวไวรัส (Core) ซึ่งเป็นตัวแสดงพันธุกรรม (Genome) ของเชื้อไวรัสนั้นๆ และมีเปลือกหุ้มอีกชั้นเป็นสารโปรตีนที่เรียกว่า Capsid เซลล์ของเชื้อไวรัสต่างไปจากเซลล์ของคนและสัตว์ที่มีชีวิตอื่นๆ ซึ่งในเซลล์จะมีโปรตีนทั้งสองชนิดเป็นส่วนประกอบอยู่ ไวรัสบางตัวอาจมีเยื่อหุ้มบุอีกชั้นซึ่งมีสารไขมัน เป็นส่วนประกอบที่เรียกว่า Envelope ไวรัสจะเรียกว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิตก็ได้ เพราะในตัวมันไม่มีพลังงานสะสมในตัว ไม่มีการแบ่งตัว ไม่มีการเคลื่อนไหวเมื่ออยู่นอกเซลล์ของคน สัตว์ พืช หรือแม้แต่เชื้อโรคที่ได้รับเชื้อเข้าไป มันจะเพิ่มจำนวนและทำให้เกิดโรคได้ก็ต่อเมื่อเข้าไปอยู่ในเซลล์ของผู้ติดเชื้อแล้วเท่านั้น ซึ่งเซลล์เหล่านั้นทำหน้าที่เหมือนเป็นโรงงานผลิตเชื้อไวรัส


ความแตกต่างหลากหลายของสายพันธุ์ จะมีที่ โปรตีนนิวคลีอิคแอซิค ซึ่งเป็นส่วนประกอบของ DNA หรือ RNA ตรงแกนกลาง หากโปรตีนต่างชนิดกันก็จะทำให้เกิดสายพันธุ์ไวรัสที่แตกต่างกันไป เราจึงพบสายพันธุ์ใหม่ๆของเชื้อไวรัสได้ง่าย ... ส่วนประกอบอื่นเช่น ผนังชั้นนอก ของเหลวชั้นใน จะไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ



ลักษณะโรคเป็นการติดเชื้อไวรัสที่ระบบทางเดินหายใจแบบเฉียบพลัน 



มีลักษณะทางคลินิกที่สำคัญคือ มีไข้สูงแบบทันทีทันใด ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่สำคัญที่สุดโรคหนึ่งในกลุ่มโรคติดเชื้ออุบัติใหม่และโรคติดเชื้ออุบัติซ้ำ เนื่องจากเกิดการระบาดใหญ่ทั่วโลก (pandemic) มาแล้วหลายครั้ง แต่ละครั้งเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางเกือบทุกทวีป ทำให้มีผู้ป่วยและเสียชีวิตนับล้านคน 



สาเหตุ เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ซึ่งมี 3 ชนิด (type) คือ A, B และ C 



ไวรัสชนิด A เป็นชนิดที่ทำให้เกิดการระบาดอย่างกว้างขวางทั่วโลก 
ไวรัสชนิด B ทำให้เกิดการระบาดในพื้นที่ระดับภูมิภาค 
ส่วนชนิด C มักเป็นการติดเชื้อที่แสดงอาการอย่างอ่อนหรือไม่แสดงอาการ และไม่ทำให้เกิดการระบาด 



เชื้อไวรัสชนิด A แบ่งเป็นชนิดย่อย (subtype) ตามความแตกต่างของโปรตีนของไวรัสที่เรียกว่า hemagglutinin (H) และ neuraminidase (N) ชนิดย่อยของไวรัส A ที่พบว่าเป็นสาเหตุของการติดเชื้อในคนที่พบในปัจจุบันได้แก่ A(H1N1), A(H1N2), A(H3N2), A(H5N1) และ A(H9N2) 



ส่วนไวรัสชนิด B ไม่มีแบ่งเป็นชนิดย่อย



วิธีการติดต่อ 



เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ติดต่อทางการหายใจ โดยจะได้รับเชื้อที่ออกมาปนเปื้อนอยู่ในอากาศเมื่อผู้ป่วยไอ จาม หรือพูด ในพื้นที่ที่มีคนอยู่รวมกันหนาแน่น เช่น โรงเรียน โรงงาน การแพร่เชื้อจะเกิดได้มาก 

นอกจากนี้การแพร่เชื้ออาจเกิดโดยการสัมผัสฝอยละอองน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย (droplet transmission) จากมือที่สัมผัสกับพื้นผิวที่มีเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ แล้วใช้มือสัมผัสที่จมูกและปาก ระยะฟักตัว ประมาณ 1-3 วัน ระยะติดต่อ ผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ตั้งแต่ 1 วันก่อนมีอาการและจะแพร่เชื้อต่อไปอีก 3-5 วันหลังมีอาการในผู้ใหญ่ ส่วนในเด็กอาจแพร่เชื้อได้นานกว่า 7 วัน ผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่แต่ไม่มีอาการก็สามารถแพร่เชื้อในช่วงเวลานั้นได้เช่นกัน













สรุปได้ว่า การแพร่กระจายเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่จะทำได้ทั้ง แบบอิสระ และ แบบละอองฝอย 


การแพร่กระจายแบบอิสระ คือการติดต่อผ่านลมหายใจเข้าออก

สำหรับแบบละอองฝอย เชื้อไวรัสที่ถูกไอจามออกมา สามารถทนอยู่บนพื้นผิวได้นาน 4-6 ชั่วโมง เมื่อมีคนไปสัมผัสเชื้อไวรัสที่่ตกอยู่บริเวณนั้น และ เอามือมาขยี้ตาขยี้จมูก ก็จะทำให้เชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายทางอ้อม















อนึ่งบางคนอาจเข้าใจว่า เชื้อไวรัสแบบละอองฝอย จะไม่สามารถติดต่อได้ทางอากาศ (ติดต่อได้ทางสัมผัสอย่างเดียว) ... เป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะ

เชื้อไวรัสแบบละอองฝอย ที่เกิดจากการไอจาม จากคนที่เป็นพาหะ พุ่งเข้าหาคนรอบข้าง สามารถถูกสูดดม สัมผัสเยื่อเมือก เข้าในคนใกล้ตัวได้เช่นกัน (เพียงแค่รัศมีเป้าหมายต้องไม่อยู่ไกลจากคนที่ไอจาม เช่น ไม่เกิน 5 เมตร)

การป้องกันและการรักษา



เชื้อไวรัสเมื่อแพร่กระจายเข้าร่างกายแล้ว ยังไม่มีวิธีการรักษา จะใช้วิธีการรักษาแบบตามอาการที่เกิดขึ้น ภูมิต้านทานของร่างกายจะต่อสู้กับเชื้อเอง ... สำหรับคนที่มีความเจ็บป่วยอื่นๆมาก่อนแล้ว เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง รวมถึงเด็ก ก็จะฟื้นฟูร่างกายได้ช้า หรืออาจมีความเสี่ยงสูง











วัคซีนที่ฉีดสำหรับป้องกันเชื้อไวรัสไข้หวัด ก็จะมีข้อจำกัดว่า สามารถป้องกันได้เฉพาะสายพันธุ์นั้นๆ ไม่สามารถใช้ได้กับสายพันธุ์อื่น หรือสายพันธุ์ใหม่ๆที่ปรากฎขึ้นมา ... หากมีสายพันธุ์ใหม่ขึ้นมา การพัฒนาวัคซีนจะใช้เวลาประมาณ 2 ปีให้หลัง กว่าจะประสพความสำเร็จ



การป้องกันหรือลดความเสี่ยงในการติดต่อเชื้อไวรัส วิธีมาตราฐานคือการล้างมือ การเอาผ้าปิดปาก ... แต่ปัจจุบันก็มีทางเลือกใหม่เพิ่มเข้ามาอีก คือการนำเครื่องฆ่าเชื้อโรคทางอากาศเข้ามาใช้ เสมือนการสร้างโซนปลอดเชื้อ (ประมาณนั้น) แต่เมื่อไหร่ที่คนออกนอกโซนที่เครื่องทำงานอยู่ ก็ยังมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสอยู่











การนำเครื่องฆ่าเชื้อโรคไม่ใช่เรื่องใหม่ อดีตเคยมีการนำเครื่องฉายรังสียูวี หรือ ผลิตโอโซน มาทำลายเชื้อโรค แต่ก็พบว่าความเข้มข้นในการนำมาใช้งาน เป็นพิษรุนแรงต่อร่างกาย รวมถึงเป็นต้นเหตุของการเกิดมะเร็ง ระบบเหล่านี้จึงเลิกใช้ไป ... จนกระทั่ง มีการคิดค้นระบบพ่นอนุภาคขึ้นมาใหม่ เป็นการพ่นอนุภาคแบบประจุสองชนิด (เดิมเคยพ่นอนุภาคแบบชนิดเดียว) การพ่นอนุภาคบวกและลบออกมาในเวลาเดียวกัน มีการทดสอบแล้วว่าสามารถทำลายเชื้อไวรัสทางอากาศได้ จึงเป็นที่มาของทางเลือกในการติดตั้งเครื่องฆ่าเชื้อโรคทางอากาศประเภทนี้เข้าไป

























อย่างไรก็ตาม ความเข้มข้นของอนุภาคทั้งบวกและลบ ที่ถูกเครื่องพ่นออกมาพร้อมกัน จะมีความสำคัญต่อประสิทธิภาพการทำงานฆ่าเชื้อไวรัสด้วย จึงควรเลือกใช้ความเข้มข้นที่เหมาะสมกับสถานที่ เช่น บ้าน ใช้ความเข้มข้นที่ 7000 ไอออนต่อซีซี เพื่อความประหยัดแต่ทำลายเชื้อไวรัสไข้หวัดแบบอิสระ , โรงพยาบาล/โรงงาน/บริษัท ควรเลือกใช้ที่ความเข้มข้นมากกว่า 25000 ไอออนต่อซีซี ที่สามารถทำลายเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่แบบอิสระและแบบละอองฝอย




วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ทำไมเครื่องสำอางค์นิยมเอาสารซิลิโคนมาเป็นส่วนผสม ทั้งที่เป็นต้นเหตุของการทำให้เกิดสิว

Silicone ที่ใช้กันแพร่หลายในเครื่องสำอาง




นึกถึงกาวซิลิโคนอย่างไร ลักษณะก็จะเป็นอย่างนั้น คือมันเป็นสารที่ยึดเกาะยึดเหนี่ยวสูง ขณะที่มีความยืดหยุ่นในตัว ติดเหนียวไม่แข็งตัว การที่เอามาผสมกับเครื่องสำอางก็จะทำให้เครื่องสำอางติดผิวหน้าผิวหนังได้ดีขึ้น แต่ลองนึกว่าการเอากาวมาปะผิวหนังแล้ว จะเกิดอะไรได้อีกบ้างนอกเหนือจากนี้



อาการแพ้ซิลิโคน จะเป็นสิวผด สิวอุดตัน อาจมีอาการคันร่วมด้วย สารกลุ่ม silicone เช่น Cyclopentasiloxane, Dimethicone Crosspolymer, Cetyl Dimethicone, Decamethyl Cyclopentasiloxane, PEG-10 Dimethicone, Methicone, Cyclomethicone เป็นต้น ยังมีอีกหลายหลายชนิดของซิลิโคน สังเกตุได้จากชื่อสารอะไรที่ลงท้ายด้วย cone หรือ siloxane มักเป็นสารกลุ่ม silicone ทั้งหมด

ลองไปพลิกดูฉลากเครื่องสำอางในท้องตลาดได้เลย มั่นใจว่าเกือบทุกตัวมีสารกลุ่ม silicone ทั้งนั้น





สารซิลิโคนกลุ่มนี้ข้อดีของมันคือ

1. มอบสัมผัสที่ดีมากๆ ให้กับสกินแคร์ และเครื่องสำอาง เช่น กันแดด รองพื้น บีบี ซีซี ในรูปแบบเนื้อมูส นุ่มลื่น ที่นิยมกันในท้องตลาด เป็นสูตร silicone ทั้งนั้น หรือหากใส่ไม่เยอะมาก ก็จะได้โลชั่น ครีม เนื้อลื่นๆ เกลี่ยง่าย เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคชื่นชอบ ผู้ผลิตทั่วไปจึงใส่ซิลิโคน
มา จะได้ขายดี เป็นที่นิยม

2. ซิลิโคนกันน้ำดีมาก ยิ่งเป็นข้อดีสำหรับผลิตภัณฑ์ประเภท base makeup กลางวัน เช่น กันแดด รองพื้น บีบี ซีซี เครื่องสำอางจะได้ติดทนทาน




แต่ซิลิโคนก็มีข้อเสียคือ

เมื่อกันน้ำดีมาก ก็ต้องล้างออกดีๆ ซึ่งสิ่งที่ดีที่สุดในการล้าง คือ cleansing oil เท่านั้น เพราะเมื่อมันกันน้ำ จึงต้องใช้น้ำมัน และการ emulsify ออก ทีนี้พอหลายๆคนที่ล้างไม่ดีพอ ซิลิโคนที่บ้างออกไม่หมดก็จะ trap คือปิดการหลุดออกไปของ sebum เซลล์ผิวเสื่อมสภาพ ทำให้สำหรับคนที่ผิวอุดตันง่าย หรือคนที่ผิวมีปัญหาเรื่องต่อมเหงื่อ เกิดการอุดตัน เป็นสิวได้

ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวร้อยละ 80 % ในปัจจุบันตามท้องตลาด มีส่วนประกอบหลักของ Silicone ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า  “ เพียงผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดทั่วไป ไม่สามารถสลายพันธะของซิลิโคนได้ เพราะซิลิโคนเป็นสารที่ละลายได้ในน้ำมันเท่านั้น จำเป็นที่เราต้องใช้น้ำมัน(Oil)  เพื่อเข้าไปสลายพันธะและทำให้ซิลิโคนละลายออกมารูขุมขน”



Silicone ไม่อันตราย...แต่ถ้าล้างออกไม่หมด จะมีปัญหาสิวอุดตัน..รุขุมขนกว้างตามมา
ถ้าคิดจะใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของ Silicone ควรจะทำความสะอาดอย่างล้ำลึกยิ่งขึ้น

หลีกเลี่ยงสารซิลิโคนเหล่านี้ โดยดูที่ฉลากเครื่องสำอางที่เลือก ... หากจำเป็นต้องใช้ ก็ควรหาครีมทำความสะอาดแบบไม่มีสารเคมี ใช้สารสกัดธรรมชาติ ล้างออกบ่อยๆ อย่าให้มันตกค้างบนผิวหน้า มิเช่นนั้นก็ต้องไปซื้อครีมทาแก้สิวมาเสียเงินเพิ่มขึ้นไปอีก

โรคเรื้อรัง... สะเก็ดเงิน คืออะไร รักษาไม่หายจริงหรือ

โรคสะเก็ดเงินคืออะไร



สะเก็ดเงิน (psoriasis) เป็นโรคผิวหนังที่พบบ่อย เป็นได้ทุกเพศทุกวัย พบราวร้อยละ ๒ ของประชากรทั่วไป อาจมีปัจจัยทางพันธุกรรมมาเกี่ยวข้องเพราะมักพบประวัติครอบครัว โรคนี้ไม่ใช่โรคติดต่อ และไม่ได้เกิดจากภูมิแพ้ โรคนี้มักเริ่มเป็นในช่วงวัยรุ่นตอนปลายและช่วงอายุ ๔๐-๕๐ ปี เพศหญิงและชายพบได้เท่าๆ กัน โรคนี้อาจเป็นน้อยจนผู้ป่วยเองอาจไม่สังเกตเห็น แต่บางรายเป็นมากจนถึงขั้นต้องเข้านอนโรงพยาบาล และอาจมีอาการคันร่วมด้วยหรือไม่มีก็ได้ ร้อยละ ๕ ของผู้ป่วยสะเก็ดเงินจะมีอาการปวดข้อ และข้ออักเสบร่วมด้วย






ลักษณะของโรคสะเก็ดเงิน


โรคสะเก็ดเงินของผิวหนังมีลักษณะเป็นปื้นนูนแดง มีขุยหนาสีขาวเงิน ขอบเขตของผื่นสังเกตเห็นชัดเจน มักเป็นผื่นทั้ง ๒ ข้างของร่างกายเท่าๆ กัน ถ้าเป็นที่บริเวณซอกพับ (เช่น รักแร้ ขาหนีบ) อาจไม่ค่อยเป็นขุย






ตำแหน่งที่พบผื่นของโรคสะเก็ดเงินบ่อยคือ ข้อศอก หัวเข่า บางรายเป็นที่สะดือ ร่องก้น หรือหนังศีรษะ แต่ก็อาจเป็นที่ตำแหน่งอื่นๆ ของร่างกายโดยมีลักษณะที่ต่างกันออก                                                                              



สามารถแบ่งโรคสะเก็ดเงินตามลักษณะอาการแสดงดังนี้ คือ
                                                                                    
- โรคสะเก็ดเงินชนิดปื้นหนาเป็นเรื้อรัง พบบ่อยที่ข้อศอก หัวเข่า หรือหลังส่วนล่าง                                  
- โรคสะเก็ดเงินที่ซอกพับ ปื้นมักเรียบไม่มีขุย                                                                                      
- โรคสะเก็ดเงินบริเวณหนังศีรษะ                                                                                                              
- โรคสะเก็ดเงินรูปหยดน้ำ เป็นผื่นเล็กๆ จำนวนมากคล้ายหยดน้ำ มักกำเริบขึ้นรวดเร็ว                              
- โรคสะเก็ดเงินที่คาบเกี่ยวกับโรคเซ็บเดิร์ม (sebopsoriasis) มักเป็นที่หนังศีรษะ ใบหน้า หู และหน้าอก  
- โรคสะเก็ดเงินของฝ่ามือ ฝ่าเท้า                                                                                                              
- โรคสะเก็ดเงินของเล็บ เล็บจะมีหลุมเล็กๆ เล็บร่อนเผยอ เล็บเหลือง เล็บเป็นลูกคลื่น (ภาพที่ ๒)
- โรคสะเก็ดเงินของช่องปาก มีขุยลอกในปาก ผู้ที่เป็นโรคสะเก็ดเงินของผิวหนังอย่างรุนแรงมักพบบ่อย  
- โรคสะเก็ดเงินชนิดเป็นตุ่มหนอง อาจเป็นทั่วร่างกาย หรือเป็นเฉพาะที่ฝ่ามือฝ่าเท้า                                
- โรคสะเก็ดเงินชนิดผื่นแดง พบผื่นแดงทั่วตัว                                                                                            
- โรคสะเก็ดเงินที่ข้อ มีอาการปวดบวมของข้อร่วมด้วย

1. ชนิดเป็นปื้นหนา เป็นชนิดของผื่นสะเก็ดเงินที่พบได้บ่อยที่สุด มักพบเป็นผื่นปื้นแดง ขอบเขตชัดเจน มีขุยหนา ซึ่งบางครั้งมองเห็นเป็นขุยสีเงิน จึงเป็นที่มาของชื่อโรคที่เรียกว่า สะเก็ดเงิน นอกจากนี้อาจมีอาการคันร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้ ผื่นมักกระจายตัวอยู่ตามข้อศอก เข่า ก้นกบ หนังศีรษะ หรือกระจายทั่วตัวได้ ซึ่งในกรณีที่โรคมีความรุนแรงมาก ผื่นแดงกระจายทั่วร่างกาย ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดแสบบริเวณผื่น หรือจนมีไข้ร่วมด้วยได้

2. ชนิดเป็นผื่นเล็ก ๆ กระจาย เป็นผื่นสะเก็ดเงินชนิดที่มักพบได้หลังจากมีอาการเจ็บป่วย ไม่สบาย เช่น หลังจากมีอาการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนประมาณ 2-3 สัปดาห์ ก็อาจพบได้ ผื่นนี้มักพบได้ในเด็ก ในวัยรุ่น มีลักษณะผื่นเป็นผื่นสีแดงขนาดเล็กไม่เกิน 1.5 เซนติเมตร มีขุยไม่มากนัก และมีผื่นกระจายทั่วไปตามตัว แขน และขา อาจพบได้ตั้งแต่ในครั้งแรกของการเป็นสะเก็ดเงิน หรือพบเมื่อผื่นกำเริบหลังจากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นสะเก็ดเงินมาแล้วก็เป็นได้

3. ชนิดเป็นตุ่มหนอง ผื่นสะเก็ดเงินชนิดนี้ มักจะมีลักษณะเป็นตุ่มหนองกระจายตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่นกระจายตามตัว แขนขา หรือกระจายเฉพาะที่ ที่บริเวณฝ่ามือฝ่าเท้าเท่านั้นก็ได้ ซึ่งในการวินิจฉัยจำเป็นต้องซักประวัติเพิ่มเติม ทั้งประวัติการใช้ยา การเจ็บป่วยอื่น ๆ ตลอดจนการตรวจร่างกายที่ละเอียดเพื่อการวินิจฉัยแยกโรคกับโรคอื่น ๆ ที่อาจมีลักษณะผื่นคล้ายคลึงกัน นอกจากนี้ ในบางกรณีอาจจำเป็นต้องสะกิดชิ้นเนื้อทางผิวหนังส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรคด้วย และในกรณีที่มีอาการรุนแรงมาก ผู้ป่วยก็อาจมีผิวหนังลอก แสบผิวหนัง และมีไข้ร่วมด้วยได้

4. ชนิดเป็นผื่นแดงทั่วตัว ผื่นสะเก็ดเงินชนิดนี้พบได้ไม่บ่อยนัก แต่มีความรุนแรงมาก โดยจะพบเป็นผื่นแดงอยู่เกือบทั่วทั้งตัว โดยมีพื้นที่ของผื่นมากกว่าร้อยละ 90ของพื้นที่ผิวทั้งหมดของร่างกาย อาจมีขุยหรือไม่มีก็ได้ แต่มักมีอาการทางระบบอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ไข้สูง อ่อนเพลีย ขาดน้ำและเกลือแร่ เนื่องจากร่างกายสูญเสียความร้อนไปทางบริเวณรอยโรคสะเก็ดเงินที่กระจายอยู่ทั่วตัว



รู้จักโรคสะเก็ดเงิน





1. หลังจากผื่นสะเก็ดเงินที่ผิวหนังหาย อาจมีรอยด่างดำ ด่างขาว ซึ่งจะค่อยๆ จางหายไป และโรคนี้ไม่ทำให้เกิดแผลเป็นที่ผิวหนัง

2. สาเหตุของโรคนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่พบว่ามีปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้องคือ
                                                                            
- พันธุกรรม ประมาณร้อยละ ๕๐ ของผู้ป่วยอาจมีคนในครอบครัวเป็นโรคนี้เช่นกัน                                    
- พบว่าความเครียดทั้งทางร่างกายและจิตใจอาจกระตุ้นให้สะเก็ดเงินกำเริบ                                            
- การติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น สเตร็ป (ต่อมทอนซิลอักเสบ) อาจกระตุ้นให้เกิดโรคสะเก็ดเงินรูปหยดน้ำ การติดเชื้อยีสต์อาจทำให้เกิดโรคสะเก็ดเงินชนิดเป็นที่ซอกพับ การติดเชื้อเกลื้อนอาจก่อโรคสะเก็ดเงินชนิดที่คาบเกี่ยวกับโรคเซ็บเดิร์มที่หนังศีรษะ
- การบาดเจ็บสัมผัสเสียดสีที่ผิวหนัง เช่น นุ่งกางเกงคับๆ อาจมีส่วนทำให้เป็นปื้นขึ้นมา
- มียาหลายตัวที่อาจกระตุ้นโรคสะเก็ดเงิน เช่น ยาต้านอาการซึมเศร้า (lithium) ยาลดความดันโลหิต (beta blockers) ยาต้านมาลาเรีย (hydroxychloroquine) ยาแก้ปวดประเภทที่ไม่ใช่สตีรอยด์ (nonsteroidal anti-inflammatory drugs หรือเรียกย่อว่า NSAIDs) นอกจากนั้น ถ้ามีการใช้สตีรอยด์ทั้งในรูปยาทายากินอยู่ก่อนแล้ว การหยุดยาอาจทำให้ผื่นกำเริบ


3. โดยทั่วไปรังสียูวีในแสงแดดมักทำให้อาการดีขึ้น

4. พบว่าโรคอ้วน และภาวะดื้อต่ออินซูลินที่นอกจากจะเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานแล้ว ยังอาจมีส่วนทำให้โรคสะเก็ดเงินกำเริบขึ้น ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินหลายคนเป็นคนอ้วนหรือเป็นโรคอ้วน โรคสะเก็ดเงินยังเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดแข็งตัว (atherosclerosis) ที่อาจนำไปสู่อาการเจ็บหน้าอก และกล้ามเนื้อหัวใจตาย หรือหลอดเลือดในสมองแตก

5. การดื่มแอลกอฮอล์สัมพันธ์กับการเกิดโรคสะเก็ดเงินชนิดที่กำเริบมาก ดังนั้น ผู้ป่วยโรคนี้ควรงดดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด

6. ปัจจุบันยังไม่มีทางรักษาโรคนี้ให้หายขาดและไม่กลับเป็นซ้ำได้ แต่ผู้ป่วยโรคนี้ส่วนใหญ่ถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้องก็อาจทำให้อาการของโรคบรรเทาลงได้มาก อย่างไรก็ตาม โรคสะเก็ดเงินรูปหยดน้ำอาจมีการกำเริบแค่ครั้งเดียว และไม่กลับเป็นอีกเลยก็ได้




สะเก็ดเงินจะเกิดจากกรรมพันธุ์ หรือทำเองแต่ไม่รู้ หรือการใช้ยาสเตียรอยด์ทาที่ผิวหนัง เป็นสิ่งที่สุดจากคาดเดา ทุุกคนเชื่อว่าไม่มีทางหายขาดทางการแพทย์หรือใช้ยาปัจจุบัน


แต่บางกรณีพบได้ว่า หากหลีกเลี่ยงสารเคมีหรือสเตียรอยด์หรือสิ่งกระตุ้นต่างๆ หันมาใช้วิธีการเลียนแบบธรรมชาติ  ไม่ใช้ยาแก้คัน หยุดใช้ยาที่มีสารเคมี รวมถึงครีมผีบอกที่ว่าเห็นผลทันที



ท่องคาถาไว้เลย "งานนี้ไม่มีหายทันที ยาก็แค่บรรเทา สเตียรอยด์ให้งด "


แล้วหันมาใช้ครีมธรรมชาติขัดถูเพื่อให้ผิวหนังหลุดลอกตามธรรมชาติ ก็มีโอกาสประสพความสำเร็จในการบรรเทาไปได้ ขึ้นกับความอดทนในการปฎิบัติตัวและวิธีการ ... โลกนี้ยังมีความหวังเสมอ


เคยเห็นบางรายใช้วิธีการตามธรรมชาติ แต่เพิ่มการขัดถูด้วยสารสกัดธรรมชาติ (ไม่มีสารเคมีหรือสเตียรอยด์) ทำให้ผิวหนังชั้นบนที่เสีย หลุดลอกออกไป แล้วผิวชั้นล่างก็จะเติบโตดันขึ้นมาจากเนื้อชั้นล่าง ด้วยการถูนวดบ่อยๆพร้อมกับครีมนี้ เคล็ดลับของครีมนี้ก็คือผู้ที่ใช้ครีมนี้ ต้องขยันอดทนในการถูนวด หลายอาทิตย์จะเริ่มเห็นผล เริ่มจากการที่ผิวหนังบริเวณที่เป็นจะตึง มีขุยคัน ให้ทาถูนวดต่อไปผิวหนังบริเวณนั้นก็จะดีขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ


Before / After หลังจากใช้ครีมขาวของแอมโบรเซีย




บน Before / ล่าง After หลังจากใช้ครีมขาวของแอมโบรเซีย







มาดูหลักการของวิธีเลียนแบบธรรมชาติแล้ว ก็ไม่ใช่ความลับมากมาย เพราะการขัดถูบ่อยๆด้วยครีมสูตรนี้ ทำให้เกิดการขัดลอกของผิวชั้นนอกแบบไม่อันตราย (เพราะไม่ใช้กรดหรือสารกัดแบบที่มีในตลาด) แล้วรอให้ผิวหนังชั้นล่างที่ดีอยู่ ขึ้นมาแทนที่ แต่วิธีนี้ต้องอาศัยความอดทนจากผู้ใช้เหมือนกัน ต้องรอผลลัพธ์ที่เกิดดีขึ้น หลายอาทิตย์จนถึงหลายเดือน (แล้วแต่สภาพหนักเบาของสะเก็ดเงิน) ความได้เปรียบอีกแบบหนึ่งของสูตรนี้ คือการทำให้ผิวหนังนุ่ม แผลเป็นแข็งๆที่ปรากฎ จะจางลงไปเรื่อยๆ คืนสภาพผิวหนังกลับสู่ปกติ

















รังแคบนศีรษะ เกิดขึ้นได้อย่างไร

“รังแค” เกิดจากการหลุดลอกของผิวหนังส่วนบนของหนังศีรษะ หากเปรียบเทียบก็เหมือนกับผิวหนังมีขี้ไคล โดยปกติแล้ว 



ผิวหนังชั้นบนของคนเราจะมีการผลัดเซลล์อยู่ตลอดเวลา



ขุยสีขาวบนหนังศีรษะ หรือที่เรียกกันว่า “รังแค” สามารถพบได้บ่อยในประชากรทั่วไป มักมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ และมีอาการคันที่ส่งผลต่อบุคลิกภาพ รวมทั้งคุณภาพชีวิต บางรายเป็นมากจนเห็นเป็นขุยขาว ๆ ลามออกมานอกหนังศีรษะ เช่น บริเวณไรผมและหน้าผาก หรือเห็นชัดบริเวณหนังศีรษะภายหลังจากตัดผมสั้น คำถามที่พบบ่อยคือ “ขุยสีขาวบนหนังศีรษะแบบนี้ ใช่รังแคปกติหรือไม่ หรือเป็นโรคอื่นใด?”

“รังแค” เกิดจากการหลุดลอกของผิวหนังส่วนบนของหนังศีรษะ หากเปรียบเทียบก็เหมือนกับผิวหนังมีขี้ไคล โดยปกติแล้ว ผิวหนังชั้นบนของคนเราจะมีการผลัดเซลล์อยู่ตลอดเวลา แต่หากหนังศีรษะมีโรคบางอย่าง อาจทำให้มีการหลุดลอกของหนังศีรษะมากเกินไปจนเป็นขุยเต็มศีรษะได้ ซึ่งโรคที่พบได้บ่อย ได้แก่ โรคผื่นผิวหนังอักเสบ โรคเชื้อราบนหนังศีรษะ และที่คนส่วนใหญ่กลัวกันมากคือ “โรคสะเก็ดเงิน”

“โรคสะเก็ดเงิน” เป็นโรคผิวหนังเรื้อรังอย่างหนึ่ง ที่พบได้ 1-3% ของประชากรทั้งหมด โดยมักมีผื่นเป็นปื้นแดง มีขุยสีขาวหนากระจายตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น ตามข้อเข่า ข้อศอก หลัง ก้นกบ และมักมีผื่นขุยบนหนังศีรษะร่วมด้วยได้มากถึง 80% ของผู้ป่วยสะเก็ดเงินทั้งหมด อีกทั้งกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน ขุยบนหนังศีรษะจะเป็นอาการเริ่มแรกของโรคสะเก็ดเงินได้
ขุยบนหนังศีรษะของโรคสะเก็ดเงินต่างจากขุยรังแคทั่วไปอย่างไร?

ขุยบนหนังศีรษะของโรคสะเก็ดเงิน มักเป็นขุยสีขาวหนา ที่มีขอบเขตชัดเจนบนหนังศีรษะ อีกทั้งส่วนมากจะมีปื้นขุยเลยขอบไรผมได้ อาจมีอาการคันร่วมด้วย แต่โดยทั่วไปไม่ทำให้ผมร่วง ในขณะที่ขุยรังแคทั่วไป มักจะไม่เป็นขุยหนานัก ไม่เห็นขอบเขตชัดเจน ไม่เป็นแนวเลยไรผม และอาจทำให้ผมร่วงได้
ขุยบนหนังศีรษะโรคสะเก็ดเงิน สามารถรักษาได้อย่างไร

1) หลีกเลี่ยงการแกะเกา เพราะจะยิ่งเป็นการกระตุ้นให้มีการลอกของหนังศีรษะ มีขุยมากขึ้น

2) หลีกเลี่ยงการดื่มสุรา แอลกอฮอล์ เพราะเป็นสิ่งกระตุ้นให้โรคสะเก็ดเงินเห่อได้ ทั้งในส่วนของผิวหนังและหนังศีรษะ

ิิ3) ทำใจให้สบาย พักผ่อนออกกำลังกายให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงความเครียดและการอดนอน

4) การหมักละลายขุยที่หนังศีรษะ เช่น การใช้ยาละลายขุยและน้ำมันบางชนิด โดยอาจหมักไว้ที่หนังศีรษะ แล้วคลุมด้วยถุงครอบพลาสติกข้ามคืน แนะนำให้ทำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ซึ่งการละลายขุยที่หนังศีรษะนี้เป็นส่วนสำคัญมากในการรักษา เพราะเมื่อขุยละลายออกได้มาก ก็จะช่วยให้หนังศีรษะสามารถดูดซึมยาที่ลดการอักเสบอื่น ๆ ได้ดีขึ้น

5) การใช้แชมพูยา เพื่อลดการอักเสบของหนังศีรษะ ควรสระผมอย่างน้อย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์

6) การใช้ยาทาเฉพาะที่ เพื่อลดการอักเสบของหนังศีรษะ อย่างไรก็ตาม ยาเหล่านี้มักมีข้อจำกัดในการใช้ ควรใช้ภายใต้การแนะนำและควบคุมของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

7) การใช้ยารับประทาน และการใช้ยาฉีดชีวภาพ มักใช้ในกรณีที่เป็นผื่นหนา เป็นมาก และดื้อต่อการรักษาอื่น ๆ

8) การฉายแสงรังสีอัลตร้าไวโอเลตเฉพาะที่ ต้องทำหลายครั้งเพื่อให้ผื่นดีขึ้น
เมื่อมีขุยที่หนังศีรษะ การจะบอกว่าเป็นรังแคปกติ หรือเป็นอาการเริ่มต้นของโรคสะเก็ดเงิน ผู้ป่วยอาจไม่สามารถประเมินได้เอง ดังนั้น การไปพบแพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจวินิจฉัยจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุด ไม่ควรซื้อยามาทาเอง เพราะยาแต่ละชนิดก็มีผลข้างเคียง และข้อจำกัดที่แตกต่างกัน

ปัจจุบันมีการรักษาด้วยวิธีการธรรมชาติ เป็นทางเลือกอีกอย่างหนึ่ง โดยการหยุดใช้แชมพู ครีมนวดผม ที่มักผสมสารเคมี เช่น 



SLS , SLES ที่เป็นสาเหตุของการทำลายผิวหนังศีรษะ (สารเคมีตัวนี้จะใส่เพื่อทำให้เกิดฟอง เหมือนกับสารเคมีที่ใช้ในผงซักฟอกตามบ้าน) แล้วหันมาใช้ครีมหรือเจลที่ทำความสะอาดเส้นผม หนังศีรษะ แบบที่ปลอดภัยกว่า ... อย่างไรก็ตาม มีแชมพูสมุนไพรหรือธรรมชาติ ที่ไม่ยอมบอกสูตร แหล่งที่มาไม่ชัดเจน พวกนี้ก็ต้องระวังเช่นกัน ไม่งั้นอาจเป็นการหนีเสือปะจระเข้แทน



เคยดูฉลากข้างขวดแชมพูหรือยัง ว่ามีสารเคมีที่ระคายเคืองหนังศีรษะ เช่น SLS , SLES หรือเปล่า แล้วคุณอาจจะประหลาดใจ ที่พบสารเคมีระคายเคืองทำลายผิวหนังพวกนี้ในแชมพูอ่อนโยนสำหรับเด็ก
รวมถึงแชมพูที่บอกว่าอ่อนโยนๆ หลากหลายยี่ห้อดังระดับโลก 



 และจะยิ่งประหลาดใจอีก เมื่อคุณพบสารที่ว่านี้ ผสมในน้ำยาล้างจาน เสมือนว่าสระผมแล้วสะอาดเหมือนใช้น้ำยาล้างจาน แบบเดียวกันเลย




ร่างกายคนเราจะสร้างสมดุลย์ด้วยตัวเอง เมื่อมีการทำลายสิ่งสกปรกบนศีรษะพร้อมกับกวาดสิ่งปกคลุมปกป้องผิวศีรษะออกไปด้วย หนังศีรษะก็จะสร้างไขมันออกมามากขึ้น เพื่อต่อต้านการขาดไปจากการใช้สารเคมีชะล้างผม เส้นผมก็จะมันขึ้นเรื่อยๆ สกปรกง่ายและคัน รวมถึงรูขุมขุนต่างๆที่ถูกทำลายด้วยสารเคมีในแชมพูที่ใช้ เซลล์ผิวศีรษะก็ถูกกด ทำให้คันศีรษะ ผมร่วง อาการเหล่านี้จะตามมา หนักขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีเชื้อราขึ้นมาซ้ำซ้อน ก็กลายเป็นปัญหาระดับชาติของเส้นผมร่วง ศีรษะล้าน มีรังแคมาก คันขุย

สิ่งเหล่านี้เกิดจากน้ำมือมนุษย์ ที่ทุกท่านเป็นผู้ก่อให้เกิดขึ้น โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

แชมพูสมุนไพรก็เข้ามาเป็นทางเลือกของธรรมชาติบำบัด แต่ท่านก็ต้องแน่ใจว่าแชมพูเหล่านั้นไม่มีสารเคมีจริงๆ ไม่ใช่ว่าใส่สารทำให้เกิดฟอง หรือสารสเตียรอยด์ โดยไม่บอกในฉลาก แต่เมื่อนำไปใช้ได้ผลชะงัด แก้คันแก้ร่วงได้ช่วงแรก หลังจากใช้ไปสักระยะ ปัญหาเดิมๆจะเกิดขึ้นใหม่และหนักกว่าเดิม แสดงว่าผลิตภัณฑ์นั้นมีปัญหาแล้ว

ผลิตภัณฑ์อีกประเภทคือ เจลทำความสะอาดด้วยสารสกัดธรรมชาติ พวกนี้จะไม่มีสารเคมีระคายเคือง เหมาะกับคนที่ผมเสีย มีปัญหารังแค คัน เพราะใช้สารมาชะล้างสิ่งสกปรกแล้วก็มีแว็กซ์คลุมเส้นผมอีกรอบ ทำให้เส้นผมนิ่ม มีน้ำหนัก ไม่แตกเปราะ  แต่ก็มีข้อเสียที่ไม่มีฟอง (เพราะไม่ใส่สารทำให้ฟอง) ทำให้คนเข้าใจผิดว่าสระแล้วไม่สะอาด



แต่เมื่อลองใช้เจลใสแบบสารสกัดธรรมชาติไประยะหนึ่งแล้ว พบว่าทำให้ผมมีน้ำหนัก แวววาว เส้นผมที่หยุดงอกไปนานกับงอกขึ้นมาเอง อย่างที่ไม่เคยเจอ 




ตัวอย่างของคนที่มีปัญหาเส้นผมร่วง ใช้ครีมใช้สารเคมีมากว่า 20 ปีแล้วไม่ได้ผล มาลองใช้ครีมเลียนแบบธรรมชาติดู เส้นผมดำขึ้น และเซลล์หนังศีรษะเริ่มทำงานใหม่อีกครั้ง


ทำให้คิดว่าเราควรหยุดการใช้แชมพูสารเคมีหรือยัง เพื่อหยุดทำลายเส้นผมของเราเอง


14 สารเคมีช่วยสวยในเครื่องสำอาง ควรรู้จักและป้องกันไว้ก่อน

การเลือกใช้ครีมบำรุงผิวที่มีความเป็นธรรมชาติสูง หลายคนอาจมองข้ามไป เพราะส่วนมากจะใช้ผลิตภัณฑ์ที่ขายตามท้องตลาดเสียมากกว่า ซึ่งถ้าเลือก และใช้อย่างไม่ระวัง สารเคมีที่อยู่ในเครื่องสำอางดังกล่าว อาจตกค้าง และสะสมในร่างกายก็เป็นได้ ซึ่งวงการวิทยาศาสตร์ความงามกำลังตั้งข้อสงสัยว่า เป็นการสะสมสารพิษในร่างกายโดยไม่จำเป็น



ข้อมูลในต่างประเทศมีรายงานว่า “ผู้หญิงซึมซับสารเคมีจากเครื่องสำอางทุกชนิดเฉลี่ยปีละเกือบ 2 กิโลกรัม ในขณะที่เอนไซม์ในน้ำลาย และน้ำย่อยจากกระเพาะอาหาร อาจทำลายสารเคมีในลิปสติกได้ แต่ถ้าเป็นโลชั่นที่ซึมซับ ผ่านทางผิวหนัง และทางกระแสเลือดนั้น ไม่สามารถป้องกันได้เลย
จนในที่สุดไปสะสมที่ตับ เพราะร่างกายไม่สามารถจำกัด ออกทางผิวหนัง และการขับถ่ายได้ ทำให้เกิดผดผื่น ซึ่งเป็นผลจากการขับพิษตามธรรมชาติออกจากร่างกายทางหนึ่ง"



สารเคมีที่ใช้ผสมกันมากในเครื่องสำอางค์ที่ควรรู้จัก อาทิเช่น

1. Mineral Oil (Petrolatum)

เป็นสารที่แยกจากการสกัดน้ำมันปิโตรเลียม มักถูกนำมาใช้ในเครื่องสำอางจำพวกเบบี้ ออย และเครื่องสำอางประเภทมอยเจอร์ไรเซอร์ ทำหน้าที่ในการเก็บรักษาความชุ่มชื้นให้กับผิว แต่เพราะเป็นโมเลกุลขนาดใหญ่ จึงอาจเกิดการตกค้างที่ผิวหนัง เป็นสาเหตุของการเกิดสิวได้ อาทิ ปัญหาสิวอุดตัน รูขุมขนอุดตัน หรือผิวหนังอักเสบ เป็นต้น

2. Propylene Glycol

สารตัวนี้ เป็นสารเคมีที่ใช้เพื่อป้องกันการจับตัวเป็นของแข็ง ซึ่งในภาคอุตสาหกรรมถูกนำไปใช้ในการทำละลาย อาทิ สี และพลาสติก และถูกนำมาใช้กับเครื่องสำอางในกลุ่มมอยเจอร์ไรเซอร์ ทำหน้าที่เก็บรักษาความชุ่มชื้นในเครื่องสำอาง ซึ่งหากใช้ในปริมาณน้อยจะไม่เป็นอันตราย แต่ถ้าผิวแพ้ อาจเกิดการระคายเคืองได้ และถ้าสะสมในปริมาณมาก อาจมีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง และมีแนวโน้มเป็นสารตั้งต้นให้เกิดโรคมะเร็ง

3. Triethanolamine (TEA)

สารเคมีชนิดนี้พบมากในเครื่องสำอางจำพวกบอดี้ โลชั่น แชมพู โฟมโกนหนวด และครีมบำรุงรอบดวงตา กับหน้าที่ในการปรับค่า pH ไม่ให้เป็นกรด-ด่าง มากเกินไป ซึ่งหากร่างกายได้รับในปริมาณน้อยก็ไม่เกิดอันตราย แต่หากสะสมในปริมาณมาก อาจทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองได้ อย่างไรก็ดี หญิงตั้งครรภ์ควรเลี่ยง เพราะเป็นสารเคมีที่มีผลต่อทารกในครรภ์ในช่วงพัฒนาการทางสมอง

4. IPM (Isopropyl Myristate)

เป็นสารเคมีที่ใช้กันมากในวงการเครื่องสำอาง กับคุณสมบัติในการเคลือบผิวเพื่อเก็บรักษาความชุ่มชื้น อย่างไรก็ดี จากการทดลองในสัตว์ พบว่า สารเคมีชนิดนี้ทำให้เกิดการอุดตันที่รูขุมขน ซึ่งอาจทำให้ผิวระคายเคือง และทำให้เกิดปัญหาผิวหนังได้

5. Polyethylene

สารเคมีชนิดนี้ พบมากในเครื่องสำอางแบบสครับ เนื่องจากเป็นพลาสติกที่ลื่นมัน ยืดหยุ่นได้ดี จึงใช้เป็นเม็ดสครับผิวได้ แต่เนื่องจากเป็นสารเคมีจำพวกพลาสติก จึงถูกนำไปใช้เป็นส่วนผสมในของใช้ต่าง ๆ เช่น ขวดใส่สารเคมี ขวดใส่น้ำ บรรจุภัณฑ์ ฉนวนไฟฟ้า หรือแม้แต่เก้าอี้ ซึ่งแม้จะไม่สามารถซึมผ่านสู่ผิวหนังได้ แต่ก็อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองผิว และไม่เป็นมิตรกับร่างกาย

6. Imidazolidinyl and Diazoliddinyl Urea

สารกันเสียชนิดนี้ถูกนำมาใช้ทั่วไปในกลุ่มเครื่องสำอาง กับหน้าที่ในการกำจัดแบคทีเรีย หรือจุลชีพต่าง ๆ แต่ด้วยการสลายตัวที่ทำให้เกิดสารฟอมาลดีไฮด์ (Formaldehyde) จึงทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง และระบบหายใจได้ ซึ่งพิษสะสมอาจทำให้การทำงานของเซลล์ร่างกายผิดปกติ อันเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดมะเร็ง

7. Paraben

คือสารกันเสียที่นิยมใช้อย่างมากในกลุ่มเครื่องสำอางจำพวกผิวหนังและเส้นผม รวมถึงผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นหรือโรลออน เพราะมีประสิทธิภาพในการยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย แต่เนื่องจากเป็นสารเคมีที่พบในผลิตภัณฑ์ หลากหลายประเภทที่ง่ายต่อการสะสมในร่างกาย หลายองค์กรจึงรณรงค์ ให้เลี่ยงการใช้พาราเบน ที่พบว่าเสี่ยงต่อการระคายเคืองผิว อาจขัดขวางการทำงานของต่อมไร้ท่อ และอาจเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งเต้านม

8. SLES (Sodium Laureth Sulfate)

คือสารเคมีที่นิยมเติมลงในเครื่องสำอางจำพวกแชมพู หรือเจลอาบน้ำเพื่อทำให้เกิดฟองและลดแรงตึงผิว สามารถพบได้ในแชมพูเกือบทุกประเภท ด้วยผู้บริโภครู้สึกว่าสามารถกำจัดไขมันออกจากผิว และผมอย่างหมดจด แต่แท้จริงแล้ว สารลดแรงตึงชนิดนี้มีส่วนเสียคือ มีฤทธิ์ทำให้กระบวนการป้องกันผิวและดูแลเส้นผมตามธรรมชาติอ่อนแอลง เสี่ยงต่อการระคายเคือง และหากกระบวนการผลิตมีการปนเปื้อนก็อาจเป็นสารก่อมะเร็งได้



9. Artificial Color

มีเครื่องสำอางจำนวนไม่น้อยที่ใช้สีในการเติมแต่งเพื่อให้เกิดความงาม น่าใช้ บางชนิดเป็นสารเคมีสังเคราะห์ และบางชนิดเป็นสีที่ใช้ในอาหาร (Food grade - ซึ่งค่อนข้างมีความปลอดภัย) อย่างไรก็ดี ย่อมเป็นการปลอดภัยกว่าในการงดการใช้สีที่มาจากการสังเคราะห์ทุกประเภท เนื่องจากอาจมีสารหนัก รวมทั้งสารหนูและสารตะกั่ว อันเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็ง

10. Silicone

ซิลิโคนมีลักษณะคล้ายยาง มีความยืดหยุ่นสูงและมีอยู่หลายรูปแบบขึ้นอยู่กับประเภทใช้งาน แต่ถูกนำมาใช้ในวงการความงามอย่างแพร่หลาย โดยในเครื่องสำอางนั้น มักถูกนำมาใช้กับครีมนวดผมเพื่อให้รู้สึกนุ่มลื่น ช่วยเคลือบบำรุงเส้นผมให้ดูเงางาม นุ่มสลวย แต่อาจเกิดการสะสมในตับและต่อมน้ำเหลืองหากใช้ในปริมาณมาก ซึ่งสามารถเป็นตัวเร่งการเกิดเนื้องอกและมะเร็งได้

11. Petroleum Derivative

เป็นสารเคมีที่ได้มาจากการแยกน้ำมันปิโตรเลียม มักถูกนำไปเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางหลายประเภท อาทิ ครีมรองพื้น โฟมล้างหน้า ครีมบำรุงผิว เพื่อทำหน้าที่เก็บกักความชุ่มชื่นผิวโดยการเคลือบผิวไว้ แต่ด้วยความที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่ และผ่านกรรมวิธีทางเคมี จึงอาจทำให้ผิวเกิดการระคายเคือง อุดตันผิว และเกิดสิวได้ และหากเก็บกักสะสม อาจเสี่ยงต่อการเสื่อมสภาพของผิว และทำให้ฮอร์โมนและภูมิคุ้มกันในเพศหญิงอ่อนแอ

12. Synthetic Polymer

โพลิเมอร์มีสารตั้งต้นจากพลาสติก ที่ผ่านกระบวนการทางเคมีให้มีความเหนียวนุ่ม ยืดหยุ่น นิยมนำมาทำบรรจุภัณฑ์อาหาร รวมทั้งเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอาง อาทิ ครีมนวดผม หรือเจลแต่งทรงผม ทำหน้าที่หลากหลายขึ้นอยู่กับการใช้งาน อาทิ การเพิ่มเนื้อสัมผัส การเคลือบผิว หรือการเก็บรักษาความชุ่มชื้น อย่างไรก็ตาม มีสารโพลิเมอร์บางชนิดสามารถหาได้จากพืช อาทิ มันสำปะหลัง ข้าวโพด และมะพร้าว ซึ่งเป็นมิตรกับธรรมชาติและเหมาะสมกับร่างกายของเรามากกว่า

13. PEG (Polyethylene Glycol)

เป็นสารเคมีสังเคราะห์ที่ผลิตขึ้นมาเพื่อทดแทนสารเพิ่มความชุ่มชื้น มักถูกใช้ในผลิตภัณฑ์ความงามจำพวกทำความสะอาดและบำรุงผิว โดยสถาบันเผยแพร่ข้อมูลด้านความปลอดภัยของวัตถุในสหรัฐอเมริกา (III) ได้ออกคำเตือนให้หลีกเลี่ยง การใช้สารเคมีชนิดนี้ เพราะระคายเคืองต่อผิวสูง และอาจเป็นสาเหตุของความผิดปกติในตับและไต และอาจเกิดการปนเปื้อน จากการผลิตซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งตับและจมูก

14. Quats

คือสารชะล้างที่มักนำไปใช้กับผลิตภัณฑ์ขัดล้างต่าง ๆ อาทิ น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยาขัดพื้น และนำมาใช้กับเครื่องสำอาง จำพวกแชมพู หรือเจลอาบน้ำทั้งหลาย เพื่อให้รู้สึกถึงการทำความสะอาด ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นอย่างไรก็ตาม ด้วยความที่เป็นสารเคมีรุนแรง จึงมีความเสี่ยงที่จะทำให้ผิวเกิดผดผื่น แพ้ และทำลายระบบทางเดินหายใจ หากใช้ในปริมาณสูงและใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน

ผลิตภัณฑ์ที่ดี ควรสกัดมาจากธรรมชาติ เช่น น้ำมันมะพร้าว ผัก หรือผลไม้ ซี่งผลิตภัณฑ์ในปัจจุบัน ส่วนมากมีสารเคมีเป็นส่วนประกอบหลักอยู่แทบทุกชนิด เช่น สารกันเสียที่มากเกินไป หรือสารอื่น ๆ ที่เรายังไม่รู้ และเป็นอันตรายต่อผิวหนัง ดังนั้นก่อนซื้อควรทดลองกับผิวบริเวณแขนของตัวเองก่อน ถ้าทาแล้วไม่รู้สึกระคายเคือง หรือไม่มีอาการคัน ก็สามารถใช้ได้

ที่สำคัญ การเลือกซื้อเครื่องสำอาง ไม่ควรซื้อเพราะเห็นคนอื่นใช้แล้วดี แต่ควรดูสภาพผิวของตัวเองด้วยว่า เหมาะสมหรือไม่ อีกอย่างไม่ควรซื้อเกินกำลังของตัวเอง และนอกจากนี้ยังมีสมุนไพรไทย เช่น ขมิ้น ว่านหางจระเข้ สามารถนำมาขัด และบำรุงผิวได้เหมือนกัน โดยไม่มีสารเคมี แถมหาได้ง่าย หรือถ้าจะล้างเครื่องสำอางออก วิธีง่ายๆ ก็คือ ใช้น้ำมันมะพร้าวเช็ด และล้างน้ำออก ซึ่งได้ผลดีเหมือนกัน

สารหน้าขาว ที่ทำให้หน้าขาวทันใจ มีอันตรายแค่ไหน



ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ทำให้ผิวขาวนั้นได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มผู้บริโภคในเอเชีย รวมถึงประเทศไทย บริษัทเครื่องสำอางจึงได้ทำการคิดค้นผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ครีมที่ทำให้ผิวหน้าขาวใส ในปัจจุบันจึงมีผลิตภัณฑ์เหล่านี้วางจำหน่ายอยู่มากมายในท้องตลาด ซึ่งแต่ละผลิตภัณฑ์ก็มีส่วนประกอบของสารสำคัญที่ทำให้ผิวขาวแตกต่างกันไป

หนึ่งในนั้น คือ “ไฮโดรควิโนน” ซึ่งเป็นสารเคมีซึ่งเป็นที่นิยมในการนำมาเตรียมครีมที่ทำให้หน้าขาวในอดีต เนื่องจากเห็นผลได้เร็วไฮโดรควิโนนออกฤทธิ์โดยการการยับยั้งกระบวนการสร้างเม็ดสีของผิวหนัง หรือที่เรียกว่า เมลานิน จึงมีผลทำให้ผิวขาวขึ้นได้ การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของไฮโดรควิโนนนั้นควรใช้กับผู้ที่มีปัญหาฝ้า หรือรอยด่างดำจากสิวที่รุนแรงและจะต้องมีเปอร์เซ็นต์ของตัวยาที่แน่นอนระบุอยู่ นอกจากนี้ควรใช้ในระยะเวลาที่จำกัด ไม่ควรใช้นานเกินไป และไม่ควรหยุดใช้ยาทันทีเนื่องจากอาจจะทำให้ผิวคล้ำลงกว่าเดิมได้จากการที่ผิวหนังเร่งผลิตเซลล์เม็ดสีมาทดแทน นอกจากนี้ไฮโดรควิโนนเป็นสารที่ทำปฏิกิริยากับแสงแดด ซึ่งหากทายาที่มีส่วนผสมของไฮโดรควิโนนแล้วไม่ทาครีมกันแดด ฝ้าจะดำกว่าเดิมได้


    
ปัจจุบันนี้ “ไฮโดรควิโนน” ได้ถูกสั่งห้ามใส่ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่วางจำหน่ายทั่วไป อย่างไรก็ตาม ในคลินิกที่จ่ายยารักษาฝ้าโดยแพทย์ ยังสามารถจ่ายให้ผู้ป่วยได้ตามความเหมาะสมตามดุลยพินิจของแพทย์ การใช้ครีมที่มีส่วนผสมของไฮโดรควิโนนที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์ เช่น การหาซื้อครีมทาฝ้ามาใช้เอง อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้มักจะผสมไฮโดรควิโนนในปริมาณสูงมากกว่าเกณฑ์ที่กำหนด คือ 3-5% (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กำหนดให้ผสมสารไฮโดรควิโนนในการรักษาฝ้าได้ไม่เกิน 2%) ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงจากการใช้ได้
    
เริ่มจากอาการระคายเคืองต่อผิว เกิดจุดด่างขาวที่หน้า ผิวหน้าดำ เป็นฝ้าถาวร รักษาไม่หาย ทำให้เกิดโรคผิวหนังขึ้น เกิดตุ่มนูนสีดำบริเวณโหนกแก้มและสันจมูก ซึ่งเป็นบริเวณที่ทายาบ่อยๆ หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานมากกว่า 6 เดือน จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อภายในผิวหนัง ทำให้เกิดเป็นฝ้าถาวรสีน้ำเงินอมดำได้ ซึ่งอาจเกิดจากการที่ผิวหนังมีการปรับตัวให้สร้างเม็ดสีมากขึ้น รวมทั้งเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนังด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน
    
อย.ได้ให้ข้อสังเกตว่า เครื่องสำอางที่พบสารอันตราย มักให้รายละเอียดบนฉลากไม่ครบถ้วน เช่น ไม่ระบุแหล่งผลิตครั้งที่ผลิต และวันเดือนปีที่ผลิต ในการเลือกซื้อผู้บริโภคจึงควรระมัดระวังและควรสังเกตฉลากเป็นลำดับแรก ฉลากที่ถูกต้องจะต้องเป็นภาษาไทยมีข้อความบังคับครบถ้วน ได้แก่ ชื่อและประเภทผลิตภัณฑ์ ส่วนประกอบ วิธีใช้ชื่อที่ตั้งแหล่งผลิต วันเดือนปีที่ผลิต และปริมาณสุทธิการซื้อควรซื้อจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ ไม่ควรซื้อเพราะคำโฆษณาเพียงอย่างเดียว

นอกเหนือจากสาร “ไฮโดรควิโนน” ที่ว่าแล้ว ยังมีสารอีกตัวที่คนรักความขาวจะต้องระวัง นั่นก็คือ “สารปรอท” ซึ่งจะส่งผลให้ผิวบริเวณที่ทา อาจคัน ระคายเคืองหรือเกิดการไหม้ แต่สารปรอทไม่ได้ทำอันตรายกับผิวบริเวณที่ทาเท่านั้น ยังมีโอกาสที่จะซึมเข้าสู่กระแสเลือด ทำลายระบบประสาทส่วนกลาง ทั้งสมองและไขสันหลัง ทำให้เสียการควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย และเสียการรับรู้ เช่น การมองเห็น การได้ยิน และที่สำคัญ การทำลายอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายที่เกิดจากปรอท เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ไม่สามารถรักษาหรือทำให้กลับมาดีเหมือนเดิมได้ ถ้าทาครีมที่มีส่วนผสมของสารปรอทเป็นเวลานาน ผิวจะบาง แดง แพ้ เกิดผื่นระคายเคือง เล็บที่สัมผัสกับครีมจะบางลง ทำให้หน้าเห่อ คัน จนถึงพุพอง ส่วนระยะยาวคือพอใช้ไปนานๆ เกิดการสะสมของสารปรอทอยู่ใต้ผิว ทำให้ผิวคล้ำลง จากที่คิดว่าจะช่วยให้ขาว กลับจะกลายเป็นดำคล้ำลงกว่าเดิม


แพทย์จากสมาคมโรคผิวหนังแห่งประเทศไทย เคยพูดเตือนไว้ว่า "ไม่มีครีมไหนที่ทำให้หน้าขาวได้ทันที โดยไม่มีอันตราย และความขาวของคนเราจะมีข้อจำกัดอยู่ ขาวได้ไม่เกินผิวที่อยู่ใต้ร่มผ้าเท่านั้น" ฉะนั้น ขาวกว่าธรรมชาติ ก็เป็นขาวที่อันตราย...


    
เมื่อเลือกเครื่องสำอางครั้งต่อไป ไม่ควรจะเชื่อเพียงคำโฆษณาชวนเชื่อที่เริดหรู แต่ต้องผ่านการพิสูจน์ตรวจสอบเพื่อให้รู้อย่างแท้จริงก่อนว่า เครื่องสำอางชนิดนั้นๆ มีเครื่องหมายรับประกันจาก อย.หรือไม่ และใส่สารสองตัวนี้ลงไปหรือไม่อย่างไร




สารเคมีผสมในเครื่องสำอาง ที่พบบ่อยในการทำให้เกิดอาการแพ้ต่อผู้ใช้

ผลิตภัณฑ์เสริมความงามที่สาวๆใช้อยู่นั่น มีส่วนประกอบของสารเคมี อยู่ถึง 90% ซึ่งอาจทำให้เกิดความผิดปกติเกี่ยวกับผิวหนัง ผื่นแพ้ หรือแม้กระทั่งถ้าใช้ไปนานๆอาจเกิดมะเร็งผิวหนังได้ ดังนั้น เราต้องรู้หลักการเลือกซื้อ เลือกใช้อย่างถูกวิธี และมีข้อมูล

อย่างแรกและสำคัญที่สุดเลย คือ อย. จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ใช้ทั้งหลาย จะต้องรู้ว่าบริษัทผู้ผลิตเครื่องสำอางนั้น ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หรือไม่

แต่อย่าชะล่าใจไป เพราะถึงจะเลือกใช้ครีมที่ผ่าน อย. ก็ใช่ว่าจะไม่แพ้เสมอไป ตามกฎหมายทางด้านยาและเครื่องสำอางของเมืองไทยบอกว่า ข้างขวดเครื่องสำอางที่ได้มาตรฐาน บริษัทผู้ผลิตจะต้องบอกรายละเอียดต่างๆ ดังนี้ สถานที่ตั้งโรงงานที่ผลิตอยู่ที่ไหน, ผู้จัดจำหน่ายคือบริษัทอะไร และจะต้องแจ้งลิสต์ ส่วนประกอบที่ใช้ทั้งหมดในเครื่องสำอางขวดนั้น โดยไล่เรียงตามปริมาณที่ใช้จากมากไปหาน้อย แต่ไม่ต้องแสดงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

ดังนั้น เราจะต้องรู้มากกว่านั้นอีก คือ แล้วสารอะไร ที่เป็นตัวการทำให้เกิดการแพ้ได้ง่าย ซึ่งโดยทั่วไปส่วนประกอบในเครื่องสำอางที่มักก่อให้เกิดการแพ้ จะแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ ได้แก่

1.น้ำหอม (Fragrance)

จากผลการทดสอบการด้วยวิธี Patch test ที่ทำการทดลองโดย North American Contact Dermatitis Group (NACDG) ในปี 1998-2000 พบว่า น้ำหอมเป็นส่วนประกอบที่ก่อให้เกิดการแพ้มากที่สุด อย่างไรก็ตาม การหลีกเลี่ยงใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของน้ำหอมนั้น ค่อนข้างเป็นไปได้ยาก เพราะถ้าไม่ผสมน้ำหอมลงไป กลิ่นอาจไม่ดึงดูดผู้บริโภคให้ซื้อ และที่น่ากลัวกว่านั้น คือ ในฉลากของผลิตภัณฑ์บำรุงผิว บางประเภท มักจะไม่มีระบุคำว่า “Fragrance” ไว้ แต่อาจจะใช้คำว่า “Essential Oil” ซึ่งจริงๆ ก็คือ น้ำหอมอ่อนๆ นั่นเอง อาจทำให้ผู้ใช้เกิดความสับสนได้ ถ้าจะให้ดี ให้ัชัวร์ว่าไม่มีน้ำหอม ลองเลือกที่เขียนว่า Fragrance Free หรือ Hypo-allergenic ดู น่าจะปลอดภัยกว่า

2.สารกันเสีย (Preservative)

มีสารกันเสียจำนวนมากที่ก่อให้เกิดการแพ้ของผิวหนัง เช่น Formaldehyde หรือสารกลุ่ม Paraben เช่น Methylparaben และ Propylparaben ดังนั้น ในปัจจุบันเราจะเห็นว่ามีผลิตภัณฑ์จำนวนหนึ่งที่มักจะ claim ว่า “Paraben Free” หรือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีการใช้สารกันเสียกลุ่ม Paraben เป็นส่วนประกอบ เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดอาการแพ้

3.สารแต่งสีในผลิตภัณฑ์น้ำยาทำสีผมและน้ำยาทาเล็บ

ส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์แต่งสีผมหรือน้ำยาทาเล็บ ที่มักก่อให้เกิดการแพ้ได้บ่อย ได้แก่ Paraphenylenediamine (PPD) ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้แต่งสีผม นอกจากนี้ยังมีสารเคมีที่ใช้ในการดัดผม คือ Glyceryl thioglycolate และ Ammonium Thioglycolate ก็ก่อให้เกิดการแพ้ได้บ่อยเช่นกัน

4. สารในผลิตภัณฑ์กันแดด

ส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์กันแดดที่มักก่อให้เกิดการแพ้มากที่สุด ได้แก่ Paraaminobenzoic acid (PABA) ด้วยเหตุนี้ในปัจจุบันจึงไม่ค่อยพบสารนี้ในผลิตภัณฑ์กันแดด แต่จะเห็นสาร Oxybenzone (Benzophenone-3) แทน ซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ถึง 0.6% ส่วนสาร Avobenzene นั้นทำให้เกิดการแพ้ได้ค่อนข้างน้อย นอกจากนี้สารกันแดดอนุพันธ์ของสารกลุ่ม PABA , Benzophenones, Cinnamates และ Dibenzoyl-methanes จะทำให้เกิดการแพ้ที่เรียกว่า Photo-allergic dermatitis ซึ่งเป็นอาการแพ้หลังจากที่โดนแสงนั่นเอง

สำหรับอาการแพ้เครื่องสำอาง อาจจะแตกต่างกันออกไป ขึ้นกับระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของแต่ละคน บางคนอาจแพ้ส่วนประกอบนี้ แต่บางคนอาจจะไม่แพ้ก็ได้ ซึ่งความรุนแรงก็จะต่างกันออกไปด้วย ตั้งแต่เป็นผื่นแดงคันธรรมดา พวกนี้หยุดใช้เครื่องสำอาง และใช้ยาทา ยาทานก็จะดีขึ้น แต่บางคนอาจมีหน้าบวม ตาบวม หรือมีอาการหอบเหนื่อยร่วมด้วย พวกนี้น่ากลัว ต่อรีบมาหาหมอโดยด่วนเพราะอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้


การแพ้เครื่องสำอางเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล ในผลิตภัณฑ์เดียวกัน บางคนใช้อาจไม่แพ้ บางคนอาจจะแพ้ได้ ดังนั้น เราไม่ควรเชื่อคำบอกเล่าของคนอื่นหรือเชื่อการโฆษณาของสินค้านั้นๆ แต่เราควรที่จะมีความรู้และคอยสังเกตอาการแพ้ที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างที่เราใช้ผลิตภัณฑ์นั้น เพื่อหลีกเลี่ยงได้ทันท่วงที ก่อนที่ใบหน้าสวยงามของคุณ จะต้องกลายเป็นใบหน้าที่เต็มไปด้วย ผื่นแดง คัน