แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฆ่าเชื้อโรค แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฆ่าเชื้อโรค แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

#Plasmacluster ions were tested against #tuberculosis (one type of bacteria strain) and found that the ion can kill #Mycobacterium tuberculosis. The #tuberculosis can be spreaded in the air so it is easy for germ contamination. The patients may show the symptom or no show upon the stage. Although there is no show of symptom, they can also be carrier pass through other people. The #Plasmacluster air sterilizer is a choice as the moment and the high concentration of #Plasmacluster ion are more effectiveness in case of #tuberculosis. 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

Abstract :  Chuchottawon C* , Punyasophan J** . Efficiency of plasmacluster in killing culture Mycobacterium tuberculosis on media. Thai J Tuberc Chest Dis Crit Care 2010; 31:82-89


*Department of Chest Medicine, ** Department of Pathology, Chest Disease Institute.

Prevention of tuberculosis transmission in patients’s surrounding environment can be achieved by early diagnosis and starting potent short course anti-tuberculosis drugs. And environmental engineering control could be done ventilation, ultraviolet germicidal irradiation and filtered air throught HEPA filter. An Innovation of plasmacluster ion generator has been proved to be effective in killing many viruses, bacteria and moulds in the air but there was no study in Mycobacterium tuberculosis.

Objectives :  To study the efficiency of plasmacluster ion in killing standard strain (H37Rv) and patients’ isolated strains of Mycobacterium tuberculosis in laboratory and time to kill studied strains.

Method :  Standard (H37Rv) and 50 patients’ isolated strains of Mycobacterium tuberculosis were tested in tuberculosis laboratory, department of Pathology. Standard strain was tested for three times. All strains were prepared as suspension of McFarland turbidity scale No.1 and diluted to 1:100 and 1:10,000. The control medium was placed in safety carbinet and not exposed to plasmacluster ions. After exposure, all media were continued incubation and reading of growth of Mycobacterium tuberculosis was done after 3 weeks.

Result :  Standard strains (H37Rv) was not grown after 30 minutes exposure to plasmacluster ions. For patients’ isolated strains, Mycobacterium tuberculosis strains were not grown in 4 (8%) , 4 (8%) , 9 (18%) and 19 (38%) after exposure time of 15, 30, 45 and 60 minutes respectively. 14 strains were still able to grow after expose to 60 minutes but the number of colonies was decreased.

Conclusion :  Plasmacluster ions can kill Mycobacterium tuberculosis on culture media. The ability of plasmacluster ions to kill Mycobacterium tuberculosis in aerosol should be warranted by further study.





#plasmacluster #tuberculosis
#mycobacterium tuberculosis
#kill #test

วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2558

พลังแรงๆดูดลมเข้าเครื่องฟอกอากาศ (เครื่องกรองอากาศ) ทำให้อากาศสะอาดมากกว่า จริงหรือ?


... สมัยก่อน การทำให้อากาศอากาศขึ้น จะใช้วิธีเปิดช่องหน้าต่างให้ลมพัดเข้ามาในห้อง แล้วเปิดช่องระบายลมออกอีกข้างให้มากๆเข้าไว้ เป็นการเจือจางอากาศให้มีความเข้มข้นมลพิษต่ำลง




... มาถึงยุคเครื่องกรองอากาศ ชาวบ้านชอบเรียกเครื่องฟอกอากาศ แต่การที่มีห้องใหญ่ๆตึกยักษ์ๆเกิดขึ้นไม่พอใช้งาน ทำให้เกิดการกั้นห้องมากขึ้น อากาศไม่ได้ระบายอย่างที่เคยเป็นหรือวางแผนไว้แต่แรก คนจึงนำระบบแผ่นกรองอากาศมาใช้ ด้วยการเอาเครื่องที่มีมอเตอร์พัดลมมาดูดอากาศออกจากห้อง เข้าไปผ่านในเครื่องที่มีแผ่นกรองอากาศ มลพิษก็จะถูกจับกั้นไว้ติดที่แผ่นกรอง ... ยิ่งเครื่องดูดอากาศจากห้องได้มากได้เร็ว มลพิษต่างๆก็จะเข้าไปอยู่ในเครื่องได้มากตามไปด้วย เป็นที่มาของเครื่องกรองอากาศ (ชาวบ้านเรียกเครื่องฟอกอากาศ)ที่ว่า ใครมีแรงดูดมากกว่า ก็จะเป็นเครื่องกรองอากาศที่ดีกว่า แต่ก็อย่าลืมว่าสารมลพิษจะถูกสะสมไว้ที่แผ่นกรอง เมื่อมอเตอร์พัดลมดูดแรงๆ ก็จะทำให้แผ่นกรองขาดได้ สารมลพิษก็จะถูกออกมาอีกทาง ตอนนี้ก็กลายเป็นเครื่องพ่นมลพิษไปซะงั้น ... จากการสำรวจพบว่า แผ่นกรองมักจะขาดเสมอ เพราะแรงดูดของมอเตอร์พลังสูงที่พยายามจะดูดอากาศผ่านแผ่นกรองที่อุดตันด้วยสารมลพิษ ก็ทำให้แผ่นขาดเป็นรู อีกสาเหตุหนึ่งคือ คนเอาแผ่นกรองไปล้างหรือดูดด้วยเครื่องดูดฝุ่นหรือเคาะ ซึ่งแผ่นกรองละเอียด (HEPA) ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ เพราะต้องเปลี่ยนอย่างเดียว

... มาถึงยุคใหม่ สร้างพื้นที่ปลอดมลพิษ ด้วยเทคโนโลยี่ในศตวรรษนี้ วิศวกรคิดว่าทำไมต้องดูดมลพิษเข้าไปในเครื่องอย่างเดียว ไม่ผลิตสารเลียนแบบธรรมชาติที่ทำลายมลพิษได้ทันทีข้างนอกเครื่อง ก็ไปเจออนุภาคไฟฟ้าลบ คิดค้นมากว่า 30 ปี ให้ถูกพ่นเข้าไปในห้อง แต่ก็ทำได้แค่จับฝุ่น ทำลายมลพิษไม่ได้มาก การค้นคว้าก็เลยไม่คืบหน้าต่อ  จนกระทั่งมีวิศวกรคิดค้นนวตกรรมใหม่โดยบังเอิญ คืออนุภาคไฟฟ้าบวกและลบ พ่นพร้อมกันเข้าไปในห้อง

... ยุคที่เชื้อโรคมลพิษหดหาย ด้วยการที่อนุภาคไฟฟ้าบวกและลบ ที่ถูกพ่นเข้าไปในห้อง  ไปทำลายเชื้อโรคและสาร



พิษหลายๆประเภทได้  ทำให้เกิดห้องปลอดเชื้อหรือโซนอากาศสะอาด  คนที่เข้าไปอยู่ในโซนหรือผ่านโซนนี้  ก็จะสะอาดตามไปด้วยเพราะเชื้อโรคและสารพิษถูกทำลายทันทีที่เข้าไปในโซนหรือห้องนั้นๆ ... วิธีนี้ไม่ต้องใช้พัดลมดูดลมแรงๆ  ไม่ต้องดักจับสารพิษเข้าในเครื่อง  ชีวิตมนุษย์ลดความเสี่ยงต่อโรคภัยได้มาก  ใครเคยได้ใช้ก็จะรู้ว่าประหยัดเงินค่ารักษาพยาบาลไปนานเลย



... อ้าว โซนอากาศสะอาดไม่เคยทำได้มาก่อนเหรอ ก็มีเหมือนกันแต่เลิกใช้ไปแล้ว เป็น โอโซน หรือ แสงยูวี  สามารถสาดเข้าไปในห้องได้ เจ้าสองตัวนี้ก็ทำลายเชื้อหรือสารมลพิษได้เหมือนกัน แต่เป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิต จึงไม่สะดวกในการใช้งาน ก็นิยมใช้น้อยลงเรื่อยๆ ... ส่วนที่มีการขายในท้องตลาด จะเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงที่ว่า โอโซน หรือ แสงยูวี เหล่านี้ จะทำลายเชื้อโรคหรือสารมลพิษ ต่อเมื่อมันมีความเข้มข้นสูงมากๆ  มากจนอันตรายต่อมนูษย์ ไอ้ความเข้มข้นที่มีขายในท้องตลาด ไม่พอที่ทำให้เกิดประสิทธิภาพใช้งานจริงๆหรอก แค่ได้กลิ่นคาวปลาของโอโซน คนก็เชื่อว่ามันทำงานได้ ซึ่งไม่จริงแต่ประการใด


วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

กระต่ายที่แสนโชคดี ในฟาร์มที่สร้างอากาศสะอาดด้วยระบบฆ่าเชื้อโรคทางอากาศ เมื่อไหร่คนจะเห็นคุณค่าของตัวเองซักที

เกิดเป็นกระต่าย อยู่ที่ฟาร์ม Bunny Day Off ก็ดีอย่างนะ อากาศในห้องมีการสร้างภาวะจำลองธรรมชาติ ด้วยการใช้เครื่องฆ่าเชื้อโรคทางอากาศระบบพลาสม่าคลัสเตอร์ (ใช้กรรมวิธีจำลองความสะอาดแบบธรรมชาติ) กระต่ายเหล่านี้เป็นการนำเข้ามาจากต่างประเทศ พ่อพันธุ์แม่พันธุ์จึงต้องมีความแข็งแรง อยู่อย่างเป็นสุขอารมณ์ดี ไม่เจ็บป่วย เพราะกระต่ายเป็นสัตว์ที่ใจเสาะ ป่วยง่ายๆ แถมตัวมันเองนั่นแหละเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ป่วยบ่อยๆ



มูลและปัสสาวะของกระต่ายจะให้เกิดสารบางอย่าง เช่น แอมโมเนีย เป็นสารที่ระเหยทำให้กระต่ายมีอาการระคายเคืองตา ตาเริ่มแดงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมันมีอารมณ์เครียด ก็จะมีปัญหาสุขภาพอ่อนแอทันที จะไม่เบิกบาน ไม่กินอาหาร สามารถตายได้ในไม่กี่วัน เดิมที่กระต่ายพวกนี้ต้องสลับกันไปหาหมอทุก 4-5 วัน (ยิ่งกว่าคนไปโรงพยาบาลซะอีก) 







เจ้าของฟาร์มกระต่ายเอาเครื่องฆ่าเชื้อโรคทางอากาศ พลาสม่าคลัสเตอร์ มาติดตั้งวางในฟาร์ม (อิจฉากระต่ายจัง คนยังไม่มีเครื่องพวกนี้มาใช้กันทุกบ้านเลย มีแต่ใช้กันมากในโรงพยาบาล) พบว่าอากาศสะอาดขึ้นทันที เข้าใจว่าเชื้อโรคถูกทำลายลง และ ก๊าซแอมโมเนียที่มาจากมูลหรือปัสสาวะของกระต่าย ได้ถูกทำลาย ตัวประเมินผลที่มีเห็นได้เป็นรูปธรรมก็คือ กระต่ายพันธุ์พ่อแม่เหล่านี้ก็เจ็บป่วยน้อยลง ลดความถี่และค่าใช้จ่ายที่ต้องไปหาหมอ มากกว่า 80% ในแต่ละเดือน 








น่าอิจฉากระต่ายพวกนี้จัง ที่อยู่ห้องที่สะอาด อากาศดี  ไอ้เราซิ ต้องทนมลพิษในอากาศต่อไป

วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เชื้อไวรัสคืออะไร หลากหลายสายพันธุ์ เชื้อไวรัสไข้หวัดแพร่กระจายได้อย่างไร วิธีป้องกันใหม่ๆมีอะไรบ้าง

เชื้อไวรัส (virus) คืออะไร


ไวรัสจัดเป็นจุลินทรีย์อีกชนิดหนึ่ง ที่ก่อโรคแก่มนุษย์ เช่นเดียวกับเชื้อแบคทีเรีย  หน่วยของไวรัสเองจะมีรหัสกรดนิวคลีอิคที่เป็น ดีเอ็นเอ [DNA] หรือ อาร์เอนเอ [ RNA ] ก็ได้แล้วแต่ชนิดของไวรัสนั้น  หน่วยของไวรัสไม่มีเครื่องมือสำหรับการแบ่งตัวสร้างหน่วยใหม่โดยตัวเอง  มันจึงจำเป็นต้องอาศัยเซลล์ที่มีชีวิตอื่นเพื่อทำการยังชีพ และเพิ่มจำนวนตัวเอง  อีกนัยหนึ่งตามความหมายที่ว่านี้ ไวรัสจึงคล้ายๆพยาธิที่คอยเกาะกินเซลล์ที่มีชีวิต เช่น เซลร่างกายมนุษย์ และเพิ่มจำนวน  ในการเข้าสิงสู่อาศัยในเซลล์ร่างกายมนุษย์ บางเซลล์มนุษย์อาจถูกทำลายลง แต่บางเซลที่ไวรัสอาศัยอยู่ก็ไม่ถูกทำลาย ตกอยู่ในสภาพการเกาะกินอย่างเรื้อรังยาวนาน เช่น พวกไวรัสโรคเฮอร์ปีส์ [ Hepesvirus ] หรือไวรัสบางพวกเลียนแบบเซลล์ปกติของร่างกายก่อให้เกิดการแบ่งตัวจนกลายเป็นเนื้องอกขึ้นมาได้และเนื่องมาจากการสิงสู่ในเซลล์ การเลียนแบบเซลล์ปกติของมนุษย์นี่เอง ทำให้การค้นหาเชื้อ การวินิจฉัย รวมทั้งการใช้ยารักษาทำลายเชื้อจึงเป็นไปด้วยความยากลำบาก
               

เชื้อไวรัสเป็นเชื้อที่ทำให้เกิดโรคที่มีขนาดเล็กที่สุด เล็กกว่าเชื้อโรคมาก มองไม่เห็นดัวย กล้องจุลทรรศ์ธรรมดา ต้องดูด้วยกล้องจุลทรรศ์แบบ อิเล็กตรอนจึงจะเห็นได้




ตัวไวรัสประกอบด้วยโปรตีนซึ่งเป็น RNA หรือ DNA  อย่างใดอย่างหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียวอยู่ในส่วนกลางของตัวไวรัส (Core) ซึ่งเป็นตัวแสดงพันธุกรรม (Genome) ของเชื้อไวรัสนั้นๆ และมีเปลือกหุ้มอีกชั้นเป็นสารโปรตีนที่เรียกว่า Capsid เซลล์ของเชื้อไวรัสต่างไปจากเซลล์ของคนและสัตว์ที่มีชีวิตอื่นๆ ซึ่งในเซลล์จะมีโปรตีนทั้งสองชนิดเป็นส่วนประกอบอยู่ ไวรัสบางตัวอาจมีเยื่อหุ้มบุอีกชั้นซึ่งมีสารไขมัน เป็นส่วนประกอบที่เรียกว่า Envelope ไวรัสจะเรียกว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิตก็ได้ เพราะในตัวมันไม่มีพลังงานสะสมในตัว ไม่มีการแบ่งตัว ไม่มีการเคลื่อนไหวเมื่ออยู่นอกเซลล์ของคน สัตว์ พืช หรือแม้แต่เชื้อโรคที่ได้รับเชื้อเข้าไป มันจะเพิ่มจำนวนและทำให้เกิดโรคได้ก็ต่อเมื่อเข้าไปอยู่ในเซลล์ของผู้ติดเชื้อแล้วเท่านั้น ซึ่งเซลล์เหล่านั้นทำหน้าที่เหมือนเป็นโรงงานผลิตเชื้อไวรัส


ความแตกต่างหลากหลายของสายพันธุ์ จะมีที่ โปรตีนนิวคลีอิคแอซิค ซึ่งเป็นส่วนประกอบของ DNA หรือ RNA ตรงแกนกลาง หากโปรตีนต่างชนิดกันก็จะทำให้เกิดสายพันธุ์ไวรัสที่แตกต่างกันไป เราจึงพบสายพันธุ์ใหม่ๆของเชื้อไวรัสได้ง่าย ... ส่วนประกอบอื่นเช่น ผนังชั้นนอก ของเหลวชั้นใน จะไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ



ลักษณะโรคเป็นการติดเชื้อไวรัสที่ระบบทางเดินหายใจแบบเฉียบพลัน 



มีลักษณะทางคลินิกที่สำคัญคือ มีไข้สูงแบบทันทีทันใด ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่สำคัญที่สุดโรคหนึ่งในกลุ่มโรคติดเชื้ออุบัติใหม่และโรคติดเชื้ออุบัติซ้ำ เนื่องจากเกิดการระบาดใหญ่ทั่วโลก (pandemic) มาแล้วหลายครั้ง แต่ละครั้งเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางเกือบทุกทวีป ทำให้มีผู้ป่วยและเสียชีวิตนับล้านคน 



สาเหตุ เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ซึ่งมี 3 ชนิด (type) คือ A, B และ C 



ไวรัสชนิด A เป็นชนิดที่ทำให้เกิดการระบาดอย่างกว้างขวางทั่วโลก 
ไวรัสชนิด B ทำให้เกิดการระบาดในพื้นที่ระดับภูมิภาค 
ส่วนชนิด C มักเป็นการติดเชื้อที่แสดงอาการอย่างอ่อนหรือไม่แสดงอาการ และไม่ทำให้เกิดการระบาด 



เชื้อไวรัสชนิด A แบ่งเป็นชนิดย่อย (subtype) ตามความแตกต่างของโปรตีนของไวรัสที่เรียกว่า hemagglutinin (H) และ neuraminidase (N) ชนิดย่อยของไวรัส A ที่พบว่าเป็นสาเหตุของการติดเชื้อในคนที่พบในปัจจุบันได้แก่ A(H1N1), A(H1N2), A(H3N2), A(H5N1) และ A(H9N2) 



ส่วนไวรัสชนิด B ไม่มีแบ่งเป็นชนิดย่อย



วิธีการติดต่อ 



เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ติดต่อทางการหายใจ โดยจะได้รับเชื้อที่ออกมาปนเปื้อนอยู่ในอากาศเมื่อผู้ป่วยไอ จาม หรือพูด ในพื้นที่ที่มีคนอยู่รวมกันหนาแน่น เช่น โรงเรียน โรงงาน การแพร่เชื้อจะเกิดได้มาก 

นอกจากนี้การแพร่เชื้ออาจเกิดโดยการสัมผัสฝอยละอองน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย (droplet transmission) จากมือที่สัมผัสกับพื้นผิวที่มีเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ แล้วใช้มือสัมผัสที่จมูกและปาก ระยะฟักตัว ประมาณ 1-3 วัน ระยะติดต่อ ผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ตั้งแต่ 1 วันก่อนมีอาการและจะแพร่เชื้อต่อไปอีก 3-5 วันหลังมีอาการในผู้ใหญ่ ส่วนในเด็กอาจแพร่เชื้อได้นานกว่า 7 วัน ผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่แต่ไม่มีอาการก็สามารถแพร่เชื้อในช่วงเวลานั้นได้เช่นกัน













สรุปได้ว่า การแพร่กระจายเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่จะทำได้ทั้ง แบบอิสระ และ แบบละอองฝอย 


การแพร่กระจายแบบอิสระ คือการติดต่อผ่านลมหายใจเข้าออก

สำหรับแบบละอองฝอย เชื้อไวรัสที่ถูกไอจามออกมา สามารถทนอยู่บนพื้นผิวได้นาน 4-6 ชั่วโมง เมื่อมีคนไปสัมผัสเชื้อไวรัสที่่ตกอยู่บริเวณนั้น และ เอามือมาขยี้ตาขยี้จมูก ก็จะทำให้เชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายทางอ้อม















อนึ่งบางคนอาจเข้าใจว่า เชื้อไวรัสแบบละอองฝอย จะไม่สามารถติดต่อได้ทางอากาศ (ติดต่อได้ทางสัมผัสอย่างเดียว) ... เป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะ

เชื้อไวรัสแบบละอองฝอย ที่เกิดจากการไอจาม จากคนที่เป็นพาหะ พุ่งเข้าหาคนรอบข้าง สามารถถูกสูดดม สัมผัสเยื่อเมือก เข้าในคนใกล้ตัวได้เช่นกัน (เพียงแค่รัศมีเป้าหมายต้องไม่อยู่ไกลจากคนที่ไอจาม เช่น ไม่เกิน 5 เมตร)

การป้องกันและการรักษา



เชื้อไวรัสเมื่อแพร่กระจายเข้าร่างกายแล้ว ยังไม่มีวิธีการรักษา จะใช้วิธีการรักษาแบบตามอาการที่เกิดขึ้น ภูมิต้านทานของร่างกายจะต่อสู้กับเชื้อเอง ... สำหรับคนที่มีความเจ็บป่วยอื่นๆมาก่อนแล้ว เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง รวมถึงเด็ก ก็จะฟื้นฟูร่างกายได้ช้า หรืออาจมีความเสี่ยงสูง











วัคซีนที่ฉีดสำหรับป้องกันเชื้อไวรัสไข้หวัด ก็จะมีข้อจำกัดว่า สามารถป้องกันได้เฉพาะสายพันธุ์นั้นๆ ไม่สามารถใช้ได้กับสายพันธุ์อื่น หรือสายพันธุ์ใหม่ๆที่ปรากฎขึ้นมา ... หากมีสายพันธุ์ใหม่ขึ้นมา การพัฒนาวัคซีนจะใช้เวลาประมาณ 2 ปีให้หลัง กว่าจะประสพความสำเร็จ



การป้องกันหรือลดความเสี่ยงในการติดต่อเชื้อไวรัส วิธีมาตราฐานคือการล้างมือ การเอาผ้าปิดปาก ... แต่ปัจจุบันก็มีทางเลือกใหม่เพิ่มเข้ามาอีก คือการนำเครื่องฆ่าเชื้อโรคทางอากาศเข้ามาใช้ เสมือนการสร้างโซนปลอดเชื้อ (ประมาณนั้น) แต่เมื่อไหร่ที่คนออกนอกโซนที่เครื่องทำงานอยู่ ก็ยังมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสอยู่











การนำเครื่องฆ่าเชื้อโรคไม่ใช่เรื่องใหม่ อดีตเคยมีการนำเครื่องฉายรังสียูวี หรือ ผลิตโอโซน มาทำลายเชื้อโรค แต่ก็พบว่าความเข้มข้นในการนำมาใช้งาน เป็นพิษรุนแรงต่อร่างกาย รวมถึงเป็นต้นเหตุของการเกิดมะเร็ง ระบบเหล่านี้จึงเลิกใช้ไป ... จนกระทั่ง มีการคิดค้นระบบพ่นอนุภาคขึ้นมาใหม่ เป็นการพ่นอนุภาคแบบประจุสองชนิด (เดิมเคยพ่นอนุภาคแบบชนิดเดียว) การพ่นอนุภาคบวกและลบออกมาในเวลาเดียวกัน มีการทดสอบแล้วว่าสามารถทำลายเชื้อไวรัสทางอากาศได้ จึงเป็นที่มาของทางเลือกในการติดตั้งเครื่องฆ่าเชื้อโรคทางอากาศประเภทนี้เข้าไป

























อย่างไรก็ตาม ความเข้มข้นของอนุภาคทั้งบวกและลบ ที่ถูกเครื่องพ่นออกมาพร้อมกัน จะมีความสำคัญต่อประสิทธิภาพการทำงานฆ่าเชื้อไวรัสด้วย จึงควรเลือกใช้ความเข้มข้นที่เหมาะสมกับสถานที่ เช่น บ้าน ใช้ความเข้มข้นที่ 7000 ไอออนต่อซีซี เพื่อความประหยัดแต่ทำลายเชื้อไวรัสไข้หวัดแบบอิสระ , โรงพยาบาล/โรงงาน/บริษัท ควรเลือกใช้ที่ความเข้มข้นมากกว่า 25000 ไอออนต่อซีซี ที่สามารถทำลายเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่แบบอิสระและแบบละอองฝอย