แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โอโซน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โอโซน แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2558

พลังแรงๆดูดลมเข้าเครื่องฟอกอากาศ (เครื่องกรองอากาศ) ทำให้อากาศสะอาดมากกว่า จริงหรือ?


... สมัยก่อน การทำให้อากาศอากาศขึ้น จะใช้วิธีเปิดช่องหน้าต่างให้ลมพัดเข้ามาในห้อง แล้วเปิดช่องระบายลมออกอีกข้างให้มากๆเข้าไว้ เป็นการเจือจางอากาศให้มีความเข้มข้นมลพิษต่ำลง




... มาถึงยุคเครื่องกรองอากาศ ชาวบ้านชอบเรียกเครื่องฟอกอากาศ แต่การที่มีห้องใหญ่ๆตึกยักษ์ๆเกิดขึ้นไม่พอใช้งาน ทำให้เกิดการกั้นห้องมากขึ้น อากาศไม่ได้ระบายอย่างที่เคยเป็นหรือวางแผนไว้แต่แรก คนจึงนำระบบแผ่นกรองอากาศมาใช้ ด้วยการเอาเครื่องที่มีมอเตอร์พัดลมมาดูดอากาศออกจากห้อง เข้าไปผ่านในเครื่องที่มีแผ่นกรองอากาศ มลพิษก็จะถูกจับกั้นไว้ติดที่แผ่นกรอง ... ยิ่งเครื่องดูดอากาศจากห้องได้มากได้เร็ว มลพิษต่างๆก็จะเข้าไปอยู่ในเครื่องได้มากตามไปด้วย เป็นที่มาของเครื่องกรองอากาศ (ชาวบ้านเรียกเครื่องฟอกอากาศ)ที่ว่า ใครมีแรงดูดมากกว่า ก็จะเป็นเครื่องกรองอากาศที่ดีกว่า แต่ก็อย่าลืมว่าสารมลพิษจะถูกสะสมไว้ที่แผ่นกรอง เมื่อมอเตอร์พัดลมดูดแรงๆ ก็จะทำให้แผ่นกรองขาดได้ สารมลพิษก็จะถูกออกมาอีกทาง ตอนนี้ก็กลายเป็นเครื่องพ่นมลพิษไปซะงั้น ... จากการสำรวจพบว่า แผ่นกรองมักจะขาดเสมอ เพราะแรงดูดของมอเตอร์พลังสูงที่พยายามจะดูดอากาศผ่านแผ่นกรองที่อุดตันด้วยสารมลพิษ ก็ทำให้แผ่นขาดเป็นรู อีกสาเหตุหนึ่งคือ คนเอาแผ่นกรองไปล้างหรือดูดด้วยเครื่องดูดฝุ่นหรือเคาะ ซึ่งแผ่นกรองละเอียด (HEPA) ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ เพราะต้องเปลี่ยนอย่างเดียว

... มาถึงยุคใหม่ สร้างพื้นที่ปลอดมลพิษ ด้วยเทคโนโลยี่ในศตวรรษนี้ วิศวกรคิดว่าทำไมต้องดูดมลพิษเข้าไปในเครื่องอย่างเดียว ไม่ผลิตสารเลียนแบบธรรมชาติที่ทำลายมลพิษได้ทันทีข้างนอกเครื่อง ก็ไปเจออนุภาคไฟฟ้าลบ คิดค้นมากว่า 30 ปี ให้ถูกพ่นเข้าไปในห้อง แต่ก็ทำได้แค่จับฝุ่น ทำลายมลพิษไม่ได้มาก การค้นคว้าก็เลยไม่คืบหน้าต่อ  จนกระทั่งมีวิศวกรคิดค้นนวตกรรมใหม่โดยบังเอิญ คืออนุภาคไฟฟ้าบวกและลบ พ่นพร้อมกันเข้าไปในห้อง

... ยุคที่เชื้อโรคมลพิษหดหาย ด้วยการที่อนุภาคไฟฟ้าบวกและลบ ที่ถูกพ่นเข้าไปในห้อง  ไปทำลายเชื้อโรคและสาร



พิษหลายๆประเภทได้  ทำให้เกิดห้องปลอดเชื้อหรือโซนอากาศสะอาด  คนที่เข้าไปอยู่ในโซนหรือผ่านโซนนี้  ก็จะสะอาดตามไปด้วยเพราะเชื้อโรคและสารพิษถูกทำลายทันทีที่เข้าไปในโซนหรือห้องนั้นๆ ... วิธีนี้ไม่ต้องใช้พัดลมดูดลมแรงๆ  ไม่ต้องดักจับสารพิษเข้าในเครื่อง  ชีวิตมนุษย์ลดความเสี่ยงต่อโรคภัยได้มาก  ใครเคยได้ใช้ก็จะรู้ว่าประหยัดเงินค่ารักษาพยาบาลไปนานเลย



... อ้าว โซนอากาศสะอาดไม่เคยทำได้มาก่อนเหรอ ก็มีเหมือนกันแต่เลิกใช้ไปแล้ว เป็น โอโซน หรือ แสงยูวี  สามารถสาดเข้าไปในห้องได้ เจ้าสองตัวนี้ก็ทำลายเชื้อหรือสารมลพิษได้เหมือนกัน แต่เป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิต จึงไม่สะดวกในการใช้งาน ก็นิยมใช้น้อยลงเรื่อยๆ ... ส่วนที่มีการขายในท้องตลาด จะเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงที่ว่า โอโซน หรือ แสงยูวี เหล่านี้ จะทำลายเชื้อโรคหรือสารมลพิษ ต่อเมื่อมันมีความเข้มข้นสูงมากๆ  มากจนอันตรายต่อมนูษย์ ไอ้ความเข้มข้นที่มีขายในท้องตลาด ไม่พอที่ทำให้เกิดประสิทธิภาพใช้งานจริงๆหรอก แค่ได้กลิ่นคาวปลาของโอโซน คนก็เชื่อว่ามันทำงานได้ ซึ่งไม่จริงแต่ประการใด


วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

รังสี UV หรือ Ozone ที่ใช้กันตามบ้านหรือในรถยนต์ ใช้ทำลายเชื้อโรคและกลิ่นอับได้จริงหรือไม่ ปลอดภัยจริงหรือไม่

คำถามที่มักเจอบ่อยคือ รังสียูวี หรือ โอโซน มีประสิทธิภาพในการทำลายกลิ่นอับหรือเชื้อโรคได้ดีหรือเปล่า ปลอดภัยที่จะใช้ในรถหรือตามบ้านหรือเปล่า แต่ทำไมบุคลากรทางการแพทย์ไม่ค่อยใช้กัน


กลไกในการทำลายเชื้อโรค


รังสียูวี  Ultraviolet

จะแยกออกเป็น 3 ชนิด ตามช่วงคลื่นคือ


1. UV-A   315-380 nm.
2. UV-B   280-315 nm.
3. UV-C   100-280 nm.


เราจะนิยมใช้ UV-C ซึ่งเป็นชนิดที่ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัสได้ แต่ไม่สามารถทำลายสปอร์ของเชื้ออราได้  ความสามารถในการทำลายเชื้อโรค จะขึ้นกับความเข้มของแสงต่อหน่วยพื้นที่ (เชื้อโรคแต่ละชนิดก็ต้องใช้ความเข้มแสงที่แตกต่างกัน) นอกจากนี้เชื้อโรคที่ถูกรังสียูวีทำลายได้ จะเป็นเชื้อโรคแบบอิสระเท่านั้น (ลอยในอากาศ) ไม่สามารถทำลายเชื้อโรคที่ตกบนพื้นหรืออยู่นอกรัศมีที่รังสีจะไปถึง

การทำลายเชื้อโรคด้วยวิธีการที่ว่า ปริมาณแสงที่เข้มข้นมากพอ ในเวลาสัมผัสที่เพียงพอ แสงยูวีจะทะลุเข้าไปใน DNA ของเชื้อโรค ทำให้ DNA เพี้ยนไปจากปรกติ เชื้อโรคไม่สามารถสืบพันธุ์ต่อได้ ก็จะตายในที่สุด

สารโอโซน  Ozone


                O2 + O ---> O
                O2 + O ---> O3

โอโซนแตกตัวให้ประจุของออกซิเจนที่มีความสามารถในการออกซิไดส์สูง มีผลรบกวนต่อการถ่ายโอนประจุระหว่างชั้นผนังเซลล์ ทำลายโครงสร้างผนังเซลล์ของจุลินทรีย์ และทำลายองค์ประกอบต่างๆ ภายในเซลล์ ส่งผลให้เซลล์ของจุลินทรีย์เสียหาย แบบเฉียบพลันและตายในที่สุด อีกนัยหนึ่งคือทำลายแบบสิ้นซาก


ความสามารถในการทำลายเชื้อโรคและกลิ่นของโอโซน จะขึ้นกับความเข้มข้นที่สูงและระยะเวลาที่โอโซนสัมผัสนานพอ ไม่ใช่ว่าทุกความเข้มข้นจะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปริมาณโอโซนกับการกําจัดเชื้อโรคต่างๆ

1. ไวรัส  ปริมาณโอโซน 0.5 - 1.5 ส่วนในล้านส่วน (P.P.M.) สามารถกําจัดเชื้อไวรัสได้ 99% โดยระยะเวลาการฆ่าเชื้อต้องไม่น้อยกว่า 4 นาที

2. แบคทีเรีย  ปริมาณโอโซนที่ใช้ในการกําจัดเชื้อแบคทีเรียขึ้นอยู่กับชนิด และปริมาณของแบคทีเรีย โดยทั่วไปโอโซนเข้มข้น 10 ส่วนในล้านส่วน สามารถกําจัดเชื้อแบคทีเรียได้ 99% โดยระยะเวลาการฆ่าเชื้ออย่างน้อย 10 นาที

3. เชื้อรา  ปริมาณโอโซนที่ใช้กับเชื้อราจะต้องใช้ปริมาณโอโซนมากกว่าการใช้กับเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรีย เนื่องจากเชื้อรามีการ สร้างสปอร์ฉะนั้นในการกําจัดเชื้อรา 99 % ต้องใช้ปริมาณ โอโซนประมาณ 20 ส่วน ในล้านส่วนที่ระยะเวลาการฆ่าเชื้อ อย่างน้อย 30 นาที

การเลือกใช้โอโซนทำงาน ต้องถามว่าความเข้มข้นเท่าไหร่ ทำลายกี่เปอร์เซ็นต์ ห้ามเชื้อโรคขยับไปไหนเป็นเวลานานเท่าไหร่

ในโรงพยาบาล จึงต้องให้คนออกจากห้องก่อน เพื่อความปลอดภัย จากนั้นค่อยเปิดเครื่องทำงานทิ้งไว้ได้ หลังจากปิดเครื่องแล้ว ก็ต้องปล่อยห้องให้ว่างไว้มากกว่า 4 ชั่วโมง จึงกลับเข้าไปใช้งานห้องได้อีกครั้ง ... เป็นความไม่สะดวกของการใช้งาน และเสี่ยงต่อความปลอดภัยของพนักงาน จึงมีความนิยมใช้ลดลงเรื่อยๆ

ความปลอดภัยในการใช้งานรังสียูวี และสารโอโซน

จากข้างบน จะเห็นได้ว่า วิธีการฆ่าเชื้อโรคและทำลายกลิ่นของทั้งสองวิธี เป็นการทำลายชนิดรุนแรง และมีผลต่อระดับ DNA จึงต้องคำนึงถึงความเป็นพิษที่เกิดขึ้นต่อการสัมผัสต่อมนุษย์เช่นกัน ทางหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคได้มีการกำหนดมาตราฐานความปลอดภัยไว้ (ขณะเดียวกันประสิทธิภาพการทำงานก็จะด้อยลง) อาทิเช่น

-  FDA หรือ อย. แห่งสหรัฐอเมริกา  ได้กำหนดว่าเครื่องผลิตโอโซนไม่ควรผลิตโอโซนเกิน 0.05  ppm.   (ส่วนในล้านส่วน)  สำหรับใช้ภายในอาคาร

-  OSHA   หรือ  (Occupational Safety and Health Administration)  ตั้งข้อกำหนดว่า  ไม่ควรทำงานในบริเวณที่มีความเข้มข้นของโอโซนเกิน  0.10  ppm.  เกินกว่า  8 ชั่วโมง

-  สถาบัน    NIOSH   หรือ  (National Institute of Occupational Safety and Health)  ตั้งข้อกำหนดว่า  ไม่ควรอยู่ในบริเวณที่มีโอโซนเกิน 0.10  ppm.   ไม่ว่ากรณีใด

-  สำนักงาน   EPA   หรือ (Environmental Protection Agency)  ตั้งข้อกำหนดว่า  ไม่ควรอยู่ในที่ที่มีโอโซนถึง 0.08   ppm.   เกิน 8 ชั่วโมง

ค่ามาตรฐานการสัมผัสโอโซนสำหรับ 8 ชั่วโมงการทำงานของประเทศญี่ปุ่นและออสเตรเลียคือ 0.1 ส่วนในล้านส่วน (parts per million, ppm)ส่วนมติที่ประชุมของนักสุขศาสตร์อุตสาหกรรมภาครัฐบาลแห่งสห รัฐอเมริกา (American Conferenceof Governmental Industrial Hygienists, ACGIH)ได้กำหนดค่าที่ยอมให้มีได้ในบรรยากาศการทำงาน(Threshold Limit Value, TLV) ของโอโซนเป็น 0.1 ส่วนในล้านส่วน เช่นเดียวกัน แต่เป็นค่าที่ไม่ยอมให้มีเกินค่านี้ในบรรยากาศการทำงาน ไม่ว่าในเวลาใดก็ตามค่า ceiling ระดับความเข้มข้นของโอโซนที่ 10 ส่วนในล้านส่วน  เป็นระดับที่ทำอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพทันที (ImmediatelyDangerous to Life and Health, IDLH)

การที่ต้องเข้มงวดในการกำหนดความเข้มข้นของโอโซน เพราะคุณสมบัติของมันโดยเฉพาะที่มีความเข้มข้นมาก  สามารถทำปฏิกิริยากับร่างกายได้และเป็นอันตรายต่อสุขภาพ  เมื่อหายใจเข้าไปโอโซนทำอันตรายต่อปอด  แม้ว่าจะมีปริมาณเพียงเล็กน้อยโอโซนสามารถทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอก ไอ หายใจไม่ออก เจ็บคอ ระคายเคืองคอ  โอโซนสามารถทำให้เกิดปัญหาโรคระบบทางเดินหายใจอย่างเรื้อรังอย่างเช่น โรคหอบ  นอกจากนั้นโอโซนยังทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายที่จะต่อสู้กับโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจลดลง

สรุปสั้นได้ว่า

ความเข้มข้นที่สามารถฆ่าเชื้อโรค และทำลายกลิ่นได้จริง       20      ppm
มาตราฐานที่ให้ใช้ตามบ้าน ต้องมีความเข้มข้นไม่เกิน               0.10 ppm
ความเข้มข้นที่มักพบอาการพิษให้เห็นบ่อยๆ                             0.25 ppm

ผลต่อสุขภาพระยะสั้น : โอโซนที่ระดับความเข้มข้นต่ำ (0.01-0.02 ส่วน ในล้านส่วน) ก็สามารถตรวจสอบกลิ่นได้แล้ว

โอโซนในระดับความเข้มข้น 0.25 ส่วนในล้านส่วนขึ้นไป มีผลทำให้เกิดความระคายเคืองต่อตา จมูก และคอทำให้หายใจสั้น วิงเวียน และปวดศีรษะได้

นอกจากนี้ยังพบว่าเป็นสาเหตุของความล้าและการสูญ เสียประสาทรับรู้กลิ่นด้วย คนที่มีโรคทางระบบหายใจอยู่แล้ว เช่น โรคหอบหืด ไม่ควรสัมผัสโอโซนเลย


สูดโอโซนแล้วสดชื่นจริงหรือไม่

หลายคนคงเคยได้ยินคำกล่าว “สูดโอโซนแล้วทำให้สดชื่น”คำกล่าวนี้คงทำให้หลายคนเข้าใจผิด คิดว่า โอโซน มีประโยชน์ซึ่งแท้จริงแล้วโอโซน ไม่ใช่อากาศที่มนุษย์เราใช้ในการหายใจเลย  โอโซนเป็นก๊าซไม่มีสีแต่มีกลิ่นเหม็นคาว ซึ่งเป็นพิษต่อระบบหายใจของสิ่งมีชีวิต  โอโซนมีความว่องไวในการเกิดปฏิกิริยา จึงมักจะเกิดปฏิกิริยากับสารอื่นๆในสิ่งแวดล้อม  ความรู้สึกที่ว่าโอโซนดับกลิ่นทำให้ อากาศสดชื่นนั้นความจริง เกิดจากการที่โอโซนเข้าทำปฏิกิริยากับโมเลกุลของสารที่มีกลิ่นให้กลายเป็นอีกโมเลกุลซึ่งไม่มีกลิ่น ทำให้เรารู้สึกสดชื่นนั่นเองไม่ใช่เป็นเพราะโอโซนอย่างที่เราเข้าใจกันนั่นเอง
                 



วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ไทยมีผู้ป่วยวัณโรคเพิ่มขึ้นทุกปี วัณโรครักษาหายได้แต่ยากที่ป้องกันจริงหรือ คนที่ไม่มีอาการก็เป็นพาหะแพร่ทางอากาศได้หรือเปล่า

องค์การอนามัยโลก  (WHO) จัดให้ไทยเป็นประเทศที่มีผู้ป่วยวัณโรคสูงเป็นอันดับที่ 18 ของโลก จากเดิมอยู่อันดับที่ 22 ของโลกในกลุ่มที่มีผู้ป่วยวัณโรคมากที่สุด

ศ.เกียรติยศ นพ.สงคราม ทรัพย์เจริญ ประธานกรรมการกลาง สมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวในงานจัดประชุมวิชาการวัณโรคและโรคระบบทางการหายใจระดับชาติ ประจำปี 2558 ว่า ขณะนี้องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้ไทยเป็นประเทศที่มีผู้ป่วยวัณโรคสูงเป็นอันดับที่ 18 ของโลก จากเดิมอยู่อันดับที่ 22 ของโลกในกลุ่มที่มีผู้ป่วยวัณโรคมากที่สุด ที่สำคัญขณะนี้ถือว่าไทยยังมีปัญหาเชื้อวัณโรคดื้อยาจำนวนมาก โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ เช่น กทม. เป็นต้น นอกจากนี้ไทยยังมีปัญหากลุ่มโรคถุงลมโป่งพองและโรคติดเชื้อ ที่สามารถติดต่อกันได้ ดังนั้นตรงนี้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ต้องเฝ้าระวังป้องกันในกลุ่มโรคเหล่านี้ด้วย

ด้าน ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า WHO รายงานตัวเลขผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ปีละ 9 ล้านราย แต่เข้าถึงการรักษาเพียง 6 ล้านรายเท่านั้น ส่วนสถานการณ์ในไทยมีแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มขึ้น โดยในปี 2556 พบผู้ป่วย 113,900 ราย แต่ลงทะเบียนการรักษาเพียง 67,000 ราย แต่ขณะเดียวกันก็พบผู้ป่วยดื้อต่อยารักษาหลายขนานถึงร้อยละ 2 ส่วนผู้ป่วยรายเก่าดื้อยาร้อยละ 19 ทำให้ต้องเสียค่ารักษาสูงกว่าเดิมเป็นร้อยเท่า จากหลักแสนบาทเป็นหลักล้านบาท ดังนั้น สธ.จึงได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติปี 2558-2562 เน้นหนัก 3 เรื่องคือ ค้นให้พบ จบด้วยหาย พัฒนาเครือข่ายและระบบดูแล เพื่อลดป่วย ลดตาย ลดขาดยา และป้องกันเชื้อดื้อยา โดยมีเป้าหมายลดอัตราผู้ป่วยรายใหม่ลงร้อยละ 20 จาก 170 ต่อแสนประชากรให้เหลือ 136 ต่อแสนประชากร ผู้ป่วยวัณโรคทุกคนจะได้รับการรักษาฟรี การรักษาจะช่วยตัดการแพร่เชื้อไปสู่คนรอบข้าง


ประเทศไทยมีผู้ป่วยวัณโรคเพิ่มขึ้นปีละกว่าแสนราย แต่เข้ารักษาแค่ 50% ก็หมายความว่า ทุกวันนี้มีผู้ป่วยที่สามารถแพร่เชื้อวัณโรคมากถึง 50,000 คนต่อปี ผู้ป่วยบางคนก็ไม่แสดงอาการให้เห็นและสามารถเป็นพาหะของเชื้อได้นานกว่า 15 ปี เชื้อวัณโรคนี้แพร่กระจายติดต่อได้ทางอากาศ จึงเป็นความเสี่ยงสูงต่อการแพร่กระจายในที่สาธารณชน โดยเฉพาะผู้ที่โดยสารเดินทางด้วยรถเมล์ รถตู้ ที่มีความแออัดชนิดที่ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร

ผู้ป่วยวัณโรคที่ได้กินยาตามกำหนดครบทุก 1 ปี ก็สามารถหายจากโรคนี้ได้ แต่ส่วนใหญ่หลงลืมบ้าง ขาดยาบ้าง ทำให้เป็นโรคเรื้อรังที่สร้างปัญหาใหม่ขึ้นมา อาทิเช่น เกิดการดื้อยา แพร่เชื้อวัณโรคให้ผู้ใกล้ชิด การติดตามผู้ป่วยให้รับการรักษาอย่างเคร่งครัด เป็นสิ่งที่แพทย์กระทำอยู่


เชื้อวัณโรค เป็นเชื้อแบคทีเรียประเภทหนึ่ง ที่ทำให้เกิดเจ็บป่วยในระบบทางเดินหายใจ ไมโคแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลซิส (Mycobacterium tuberculosis) หรือที่เรียกย่อๆว่า TB ชอบอยู่ในที่ที่มีออกซิเจนมากๆ เช่น ปอด เชื้อนี้จะทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการไอติดต่อกันเป็นเวลานานและเกิดแผลในปวดจนทำให้เสียชีวิตได้





วัณโรคเป็นโรคที่ติดต่อโดยการแพร่กระจายจากผู้ป่วยขณะไอ จาม หรือแม้กระทั่งการพูดคุย โดยเชื้อจะออกมาจากน้ำลายหรือละอองเสมหะและจะลอยอยู่ในอากาศได้เป็นเวลานาน โดยเฉพาะในที่ที่อากาศไม่ถ่ายเทหรือไม่ค่อยมีแสงส่องถึง เช่น ตลาดสด ห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนต์ ในเครื่องบิน ในรถประจำทาง เมื่อเราหายใจเอาเชื้อวัณโรคเข้าไปก็จะทำให้มีโอกาสติดเชื้อได้ ถ้าเป็นผู้ที่มีร่างกายแข็งแรง ร่างกายจะสามารถควบคุมเชื้อวัณโรคไว้ได้ด้วยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย แต่ถ้าเป็นผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ เช่น เด็ก คนชรา ผู้ที่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคไต ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบ่องพร่องอย่างเอดส์ ผู้ที่ติดยาเสพติดหรือสุรา ก็จะมีโอกาสป่วยเป็นวัณโรคได้สูงเมื่อได้รับเชื้อเข้าไป



เชื้อวัณโรคนี้สามารถล่องลอยปลิวฟุ้งอยู่ในอากาศได้ ถ้าผู้ป่วยที่มีเชื้อวัณโรคอยู่ในร่างกายเกิดไปบ้วนน้ำลาย ถ่มถุย จามหรือไอออกมา เชื่อวัณโรคที่มีอยู่ก็จะฟุ้งกระจายไปได้เป็นละอองฝอย เสมหะที่เปียกอยู่แห้งก็มีสิทธิ์ที่จะปลิวว่อนไปในอากาศได้หากมีกระแสลมพัดพาไป

เมื่อมีผุ้ไปสูดหายใจในระหว่างที่เชื้อวัณโรคปลิวว่อนอยู่เข้ามาไปในปอดก็จะทำให้ปอดเกิดอักเสบขึ้นมาในที่สุด เกิดป่วยวัณโรคไปได้อีกหนึ่งรายทันที บางส่วนของวัณโรคจะเล็ดลอดเจ้าไปในกระแสเลือดแล้วแพร่กระจายออกไปในอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย เช่น ปอด ลำไส้ กระดูก ไต สมอง มีโอกาสรับเชื้อวัณโรคทั้งนั้น


ระยะที่โรคแสดงอาการค่อนข้างจะล่าช้าและยาวนานมาก จึงทำให้ผู้ป่วยละเลยในการรักษากันไป คิดว่าคงจะไม่เป็นไรนัก มีแต่ผู้ที่มารับการรักษาที่มีอาการรุนแรงมากแล้วเป็นส่วนใหญ่ โดยมากผู้ป่วยจะได้รับเชื้อวัณโรคมาตั้งแต่เด็ก วัณโรคระยะนี้จึงถูกเรียกว่า “วัณโรคในเด็ก” หรือ “วัณโรคปฐมภูมิ” เชื้อโรคส่วนมากจะสงบนิ่งอยู่ภายในร่างกายตลอดไปไม่มีอาการผิดปกติอะไรเลย


โรคนี้รุกเงียบจริงๆ จะมีแสดงอาการอยู่บ้างก็เป็นผู้ที่มีความต้านทานน้อยอาการของโรคก็แสดงออกมาได้ ระยะหลังนี้เราเรียกว่า “วัณโรคผู้ใหญ่” หรือ “วัณโรคทุติยภูมิ” นั่นเอง ผู้ทีความต้านทานน้อยลงเชื้อวัณโรคก็จะกำเริบ ผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ่สุขภาพไม่ดี ร่างกายทรุดโทรมเชื้อวัณโรคจ้องเล่นงานเอาได้อย่างรวดเร็ว

วัณโรคมีอาการอย่างไรบ้าง?


  • อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
  • เบื่ออาหาร น้ำหนักลด
  • มีไข้ต่ำๆ หนาวสั่นและมีเหงื่อออกตอนกลางคืน
  • ในระยะแรกจะมีอาการไอแห้งๆ
  • ต่อมาจะไอมีเสมหะและจะไอมากในเวลาเข้านอน ตื่นนอนตอนเช้าและหลังอาหาร
  • ไอเรื้อรังนานกว่า 3 สัปดาห์ ในรายที่เป็นมากๆจะหอบหรือไอเป็นเลือดก้อนแดงๆหรือเลือดดำๆออกมาด้วย
  • เด็กมักมีอาการรุนแรงกว่าผู้ใหญ่เพราะมีภูมิคุ้มกันน้อย
  • ในรายที่เป็นน้อยๆผู้ป่วยบางคนอาจจะรู้สึกแน่นหรือเจ็บหน้าอกโดยไม่มีอาการไอ

วิธีป้องกันตัวจากการเป็นวัณโรค


  • รักษาร่างกายให้แข็งแรง
  • อยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเท เช่น ในห้องก็ควรจะเปิดหน้าต่างให้มีลมพัดเข้ามาบ้างเพราะการปิดห้องและเปิดแต่เครื่องปรับอากาศนั้นจะทำให้อากาศไม่หมุนเวียนและอาจเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อวัณโรคได้
  • เมื่อมีอาการไอควรสวมผ้าปิดปากเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่กระจายสู่ผู้อื่น
  • ควรรีบไปรักษาให้หายโดยเร็วที่สุดเพราะเมื่อคุณหายทุกคนก็ปลอดภัย ส่วนไหนของร่างกายที่ได้รับผล

ทางเลือกของการป้องกันตัวเองจากเชื้อวัณโรค

ในโรงพยาบาลจะมีการคัดแยกผู้ป่วยวัณโรคด้วยการเข้าพักในห้อง negative pressure แต่ก็มีราคาก่อสร้างสูงมาก ห้องประเภทนี้จึงมีจำกัด (ห้องแบบนี้ใช้คัดแยกคนไข้ติดเชื้อไวรัสรุนแรงด้วย) สำหรับพยาบาล ญาติหรือคนใกล้ชิดผู้ป่วย ก็ต้องระมัดระวังการรับเชื้อตัวนี้เช่นกัน มาตรการณ์ทั่วไปที่ใช้กัน ก็เช่นที่กล่าวในข้างบน




นอกเหนือจากวิธีดังกล่าว เคยมีการใช้รังสี UV หรือ โอโซนในระดับเข้มข้นสูงเกินกว่า 20 ppm (20 ส่วนใน 1,000,000 ส่วน) มาทำลายเชื้อวัณโรค แต่ก็ทำได้แค่บริเวณที่จำกัดและใช้ได้ในบริเวณไม่มีคนอยู่เท่านั้น (เป็นพิษต่อคน มีการกำหนดให้ใช้โอโซนตามที่อยู่อาศัยไม่เกิน 0.01 ppm)  นอกจากนี้ประสิทธิภาพในการทำลายต่ำลงเมื่ออากาศมีความชื้นสูงขึ้น (ไม่เหมาะกับประเทศแถบเอเชีย ที่มีความชื้นสูง)


นวตกรรมที่เกิดขึ้นมาปัจจบัน ทำให้บุคคลทั่วไปมีทางเลือกในการลดความเสี่ยงจากการรับเชื้อวัณโรคนี้บ้างแล้ว เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าใครที่เป็นพาหะของเชื้อวัณโรคอยู่บ้าง



ระบบอนุภาคพลาสม่าคลัสเตอร์ ที่สามารถทำลายเชื้อไวรัส เชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย จึงได้ถูกนำมาทดสอบว่าสามารถทำลายเชื้อวัณโรคได้หรือไม่


การทดสอบที่สถาบันโรคทรวงอก นนทบุรี ได้พบความจริงที่ว่า อนุภาคพลาสม่าคลัสเตอร์ระดับเข้มข้นจะทำลายเชื้อวัณโรคที่นำมาจากตัวอย่างห้องคนไข้ได้อย่างมีนัยสำคัญ การนำเครื่องฆ่าเชื้อโรคทางอากาศระบบนี้ก็เป็นการลดความเสี่ยงของบุคคลทั่วไปในตอนนี้








ผลการทดสอบว่าพลาสม่าคลัสเตอร์สามารถทำลายเชื้อวัณโรคได้ ถูกตีพิมพ์ในวารสารสมาคมโรคทรวงอกแห่งประเทศไทย และถูกนำเสนอในที่ประชุม สหพันธุ์แพทย์โรคทรวงอกแห่งโลก ที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน





เครื่องฆ่าเชื้อโรคทางอากาศระบบพลาสม่าคลัสเตอร์ ได้ถูกนำมาติดตั้งในโรงพยาบาล เพื่อลดความเสี่ยงต่อบุคลากรการแพทย์ ที่ต้องเสี่ยงภัยต่อการรับเชื้อวัณโรคโดยไม่รู้ตัว