แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วัณโรค แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วัณโรค แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2560

โรควัณโรคปอด เป็นโรคติดต่อและแพร่เชื้อกันได้ง่ายมาก

โรควัณโรคปอด เป็นโรคติดต่อและแพร่เชื้อกันได้ง่ายมาก การดูแลผู้ป่วยและคนใกล้ชิดจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อลดโอกาสการติดต่อไปยังผู้อื่น จะมีวิธีป้องกันอย่างไรนั้น เรามาทำความรู้จักกัน

วัณโรคติดต่อได้ทางการหายใจ จากการติดเชื้อโรคที่เป็นแบคทีเรียชนิดหนึ่ง โดยการสูดหายใจเอาฝอยละอองเสมหะที่ผู้ป่วยระยะแพร่เชื้อปล่อยออกมาจากการไอ จาม พูด หัวเราะ หรือร้องเพลง ซึ่งเชื้อสามารถ อยู่ในอากาศได้นานหลายชั่วโมง



ส่วนใหญ่มักเกิดโรคที่ปอด แต่ก็พบที่อวัยวะอื่นได้ เช่น ต่อมน้ำเหลือง หรือกระดูก ซี่งผู้ป่วยจะได้รับเชื้อจากคนใกล้ชิดในครอบครัว หรือในที่สาธารณะจากผู้ป่วยระยะแพร่เชื้อรายอื่น กลุ่มคนที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ติดเชื้อเอชไอวี หรือไตวายเรื้อรัง เมื่อได้รับเชื้อจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคได้มากกว่าคนปกติหลายเท่า

ผู้ป่วยวัณโรคปอดจะมีอาการไอโดยมีเสมหะหรือไม่ก็ได้ บางรายจะไอเป็นเลือดได้มักจะมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร หรือมีไข้ร่วมด้วย บางรายอาจมีอาการของวัณโรคนอกปอดไปพร้อมกัน เช่น มีก้อนที่คอ หรือปวดกระดูก ดังนั้นถ้าท่านมีอาการไอติดต่อกันเป็นเวลานานเกินกว่า 2 สัปดาห์ ร่วมกับมีอาการอื่นๆ ดังที่กล่าวไปแล้ว ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ และทำการตรวจค้นหาในกรณีที่เข้าข่ายเป็นวัณโรคได้ โดยการเอกซเรย์ปอดร่วมกับการตรวจหาเชื้อวัณโรคจากเสมหะ

เมื่อวินิจฉัยวัณโรคปอดได้แล้ว แพทย์จะทำการรักษาด้วยการให้กินยาเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน ซึ่งถ้าเชื้อไม่ดื้อยาและผู้ป่วยกินยาสม่ำเสมอ จะหายขาดเกือบทั้งหมด แต่ในรายที่มีภูมิคุ้มกันผิดปกติหรือ มีโรคเรื้อรังรุนแรงอยู่เดิม เมื่อหายแล้วต้องคอยรักษาสุขภาพและโรคที่มีอยู่เดิมให้ดีเพื่อป้องกันการกลับเป็นวัณโรคซ้ำได้

เนื่องจากโรคนี้ติดต่อแพร่เชื้อกันได้ง่ายมาก จึงควรระวังเป็นพิเศษ สำหรับผู้ป่วยควรดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัด โดยการกินยาให้ครบ ไม่หยุดยาเองเป็นอันขาด เพราะจะทำให้เชื้อดื้อยาได้ เวลาไอจามต้องปิดปากและจมูกให้มิดชิด ถ้ามีเสมหะต้องบ้วนใส่ภาชนะที่มิดชิด แล้วเททิ้งในโถส้วม การกินอาหารที่ถูกสุขลักษณะและพักผ่อนให้เพียงพอจะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็ว คนที่สูบบุหรี่หรือดื่มสุราอยู่ก็ต้องงดด้วย เพื่อให้โรคหายขาดได้ดีขึ้น ส่วนผู้ใกล้ชิดควรช่วยดูแลให้ผู้ป่วยกินยาอย่างสม่ำเสมอ และช่วยสนับสนุนให้ผู้ป่วยมารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ควรจัดให้ผู้ป่วยอยู่ในห้องที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวกและมีแสงแดดส่องถึง ไม่คลุกคลีกับผู้ป่วยในระยะใกล้ชิดในช่วง สัปดาห์แรกของการกินยา หรือถ้าผู้ป่วยยังไอมากอยู่ แต่สำหรับคนทั่วไปแล้ววัณโรคปอดไม่ได้ติดต่อกันได้ง่ายหรือรักษาไม่หาย จึงไม่ควรรังเกียจผู้ป่วยวัณโรค อีกทั้งต้องรักษาสุขภาพโดยทั่วไปให้แข็งแรง หลีกเลี่ยงสิ่งเสพติด เพื่อไม่ให้วันหนึ่งต้องกลายมาเป็นผู้ป่วยวัณโรค

วันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ผู้ป่วยวัณโรคในพื้นที่กรุงเทพฯ มีประมาณ 14,000 คน แต่ขึ้นทะเบียนเข้ารับการรักษา 10,000 คน

ตัวเลขที่ไม่ขึ้นทะเบียน น่าเป็นห่วง เพราะวัณโรคเป็นเชื้อแบคทีเรียที่ติดต่อกันทางอากาศ ::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::: WHO จี้ กทม. เร่ง 4 แผนควบคุม “วัณโรค”
“องค์การอนามัยโลก” จี้ กทม. เร่ง 4 แผนควบคุม “วัณโรค” คาดยอดผู้ป่วยสะสม ในกรุงเทพฯ 1.4 หมื่นคน
ธ.ค.59 - นายทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์ รองผู้ว่าฯกทม. ให้การต้อนรับผู้เชี่ยวชาญด้านวัณโรคจากองค์การอนามัยโลก (WHO) เข้าเยี่ยมคารวะในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทย เพื่อตรวจติดตามความคืบหน้าในการดำเนินงานควบคุมวัณโรคแห่งชาติในพื้นที่กรุ งเทพฯ พร้อมทั้งเป็นประธานการประชุมรายงานสรุปผลการลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้ากา รดำเนินงานวัณโรคของสถานพยาบาลในพื้นที่กรุงเทพฯ เพื่อหารือแนวทางการมุ่งสู่ยุทธศาสตร์ยุติวัณโรค (The End TB Strategy) โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านวัณโรคจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ประกอบด้วย Dr.Paul Nunn Dr.C.N.Paramasivan Dr.Muta Shama และ Dr.Daniel Kertesz และหน่วยงานในกทม. ประกอบด้วย สำนักอนามัย สำนักการแพทย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม
รายงานข่าวแจ้งว่า จากการลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินงานควบคุมวัณโรคแห่งชาติในพื้ นที่กรุงเทพฯ ของผู้เชี่ยวชาญจากองค์การอนามัยโลก โดยเมื่อวันที่ 13 ธ.ค.2559 ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานในสถานพยาบาล 6 แห่ง ประกอบด้วย สถานพยาบาลของกรุงเทพมหานคร 3 แห่ง ได้แก่ ศูนย์บริการสาธารณสุข 15 (ลาดพร้าว) โรงพยาบาลกลาง คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช สถานพยาบาลสังกัดกระทรวงกลาโหม 1 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า สถานพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข 1 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลราชวิถี และสถานพยาบาลเอกชน 1 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลแพทย์ปัญญา
รายงานข่าวระบุว่า ผู้แทนองค์การอนามัยโลกได้แนะนำแนวทางการดำเนินงาน 4 ข้อ ดังนี้
1.ให้มีระบบรายงานผู้ป่วยให้มีความครอบคลุมเพิ่มขึ้น
2.ควรมีการสนับสนุนระบบส่งต่อผู้ป่วยเพื่อรับการรักษาต่อเนื่องในสถานพยาบาล อื่นๆ ที่ครอบคลุมผู้ป่วยมากขึ้น ซึ่งกทม.ได้จัดตั้งศูนย์ส่งต่อผู้ป่วยวัณโรคตั้งอยู่ที่ กองควบคุมโรคเอดส์ วัณโรค และโรคติดต่อทางแพทย์สัมพันธ์ สำนักอนามัย
3.มีการดูแลผู้ป่วยโดยให้ผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางมากขึ้น เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับความสะดวกในการดูแลรักษา และ
4.มีการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในการค้นหาผู้ป่วยวัณโรคในกลุ่มเสี่ยง อาทิ ผู้ป่วยเอดส์ ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้สูงอายุ และผู้ติดยาเสพติด
“สำหรับประมาณการผู้ป่วยวัณโรคในพื้นที่กรุงเทพฯ มีประมาณ 14,000 คน แต่ขึ้นทะเบียนเข้ารับการรักษา 10,000 คน โดยจากนี้ กทม.จะได้นำไปเป็นแนวทาง พร้อมทั้งประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การป้องกัน และดูแลรักษาผู้ป่วยวัณโรคมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น” รายงานข่าว ระบุ
http://www.komchadluek.net/news/regional/252561

วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2559

”วัณโรคในเด็ก” วัยซนต่ำกว่า 5 ขวบ เสี่ยงที่สุด!

วัณโรคในเด็กวัยซนต่ำกว่า 5 ขวบ เสี่ยงที่สุด!

วัณโรคเป็นโรคติดต่อทางระบบทางเดินหายใจที่เราได้ยินกันมานาน โดยโรคนี้ทำให้เกิดปอดอักเสบ และก่อให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบจนถึงแก่ชีวิตได้ เหล่าคุณแม่ควรจะมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโรคนี้ไว้ เพราะผู้ที่เสี่ยงต่อการป่วยเป็นวัณโรคปอดได้ง่ายที่สุด คือ กลุ่มเด็กวัยซนที่มีอายุน้อยกว่า 5 ปี


วัณโรค” (Tuberculosis) หรือทั่วไปมักเรียกย่อว่า โรคทีบี (TB) เป็นโรคติดต่อชนิดเรื้อรัง เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า มัยโคแบคทีเรียม ทิวเบอร์คูโลซิส (Mycobacterium tuberculosis) เด็กที่เป็นโรคนี้ส่วนมากจะติดจากผู้ใหญ่ที่ป่วยเป็นวัณโรค ทางการไอ จาม หรือหายใจรดกัน โดยทั่วไปคนส่วนใหญ่ที่ร่างกายแข็งแรง หากได้รับเชื้อร่างกายจะควบคุมเชื้อวัณโรคได้ แต่สำหรับเด็กเล็กซึ่งมีภูมิคุ้มกันไม่เท่าผู้ใหญ่ หรือขณะที่ได้รับเชื้อมีร่างกายอ่อนแอ หรือมีโรคประจำตัว ก็จะทำให้ป่วยเป็นวัณโรคได้ง่าย ผู้ป่วยวัณโรคจะมีอาการไข้ต่ำๆ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ส่วนอาการเฉพาะที่ เช่น ไอเรื้อรัง เจ็บหน้าอก หอบ พบได้ประมาณร้อยละ 50 โดยอาการทางปอดอาจไม่เด่นชัดนัก บางรายอาจจะมีก้อนที่คอจากต่อมน้ำเหลืองที่โตขึ้น หรือท้องใหญ่ขึ้นจากการที่มีตับหรือม้ามโต

สำหรับการป้องกันโรคนี้ คือ หลีกเลี่ยงการพาเด็กเล็กไปตามแหล่งชุมชน เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนตร์ โรงพยาบาล หากบุคคลใกล้ชิดในบ้านป่วยเป็นวัณโรค ต้องพาเด็กในบ้านหรือเด็กที่สัมผัสกับผู้ป่วยวัณโรคไปพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อตรวจวินิจฉัยวัณโรค ว่าจะมีอาการหรือไม่ เพราะเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี จะรับเชื้อได้ง่าย แพทย์จะได้ตรวจวินิจฉัย รักษาและให้ยาป้องกันโรคได้ทันท่วงที จริงๆ แล้วเพื่อความปลอดภัย หากสมาชิกในบ้านเป็นวัณโรค ก็ควรพาเจ้าตัวเล็กไปเช็คร่างกายกับคุณหมอ ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีอาการใดๆ ที่บ่งชี้ว่าเกิดการติดเชื้อ เพราะโรคนี้เด็กเล็กติดเชื้อได้ง่ายมาก)
การให้วัคซีนบีซีจี (BCG) ตั้งแต่แรกเกิด แม้จะสามารถช่วยป้องกันวัณโรคเยื่อหุ้มสมอง แต่ยังมีโอกาสเป็นวัณโรคได้


นอกจากนี้ปัจจุบันมียารักษาวัณโรคที่ได้ผลดี โดยให้ยาร่วมกันหลายชนิด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาและลดอัตราการดื้อยา ที่สำคัญคือต้องกินยาต่อเนื่องอย่างน้อย 6 เดือน และดูแลให้พักผ่อนอย่างเพียงพอ รับประทานอาหารที่มีโปรตีนและมีวิตามินบีสูง

5 facts about tuberculosis – a disease that still kills millions

5 facts about tuberculosis – a disease that still kills millions

The infectious disease is one of the world's top killers, disproportionately affecting people in poorer countries, with more than 95% of TB deaths occuring in countries with low and middle incomes.
Here are 5 fast facts you may not know about the disease:

1. One-third of the world’s population is infected with TB.
2. Almost 10 million people around the world became sick with TB in 2014.
3. In the same year there were 1.5 million TB-related deaths.
4. TB is a leading killer of people who have HIV.
5. A total of 9,421 TB cases were reported in the United States in 2014. A 1.5% decline from 2013.



So, what is TB?

According to the WHO, tuberculosis is caused by airborne bacteria that most often affects the lungs. It is both curable and preventable, but in 2014 it caused the deaths of 1.5 million people.
The disease can be latent, meaning people are infected with it but have not yet fallen ill and aren't likely to transmit it. Once infected, people have a 10% risk of falling ill with TB. Those with a compromised immune system are at a higher risk.

How is the world tackling it?

Since 2000 more than 43 million lives have been saved through effective diagnosis and treatment.
Ending the TB epidemic by 2030 is a health target under the Sustainable Development Goals, following a global failure to achieve the Millennium Development Goal of reversing the TB epidemic by 2015.

Although TB occurs across the world, the largest number of new cases in 2014 occurred in South-East Asia and the Western Pacific Regions. However, Africa has the highest proportion of cases per 100,000 population.


The WHO implemented an End TB Strategy in 2014, which is described as a “blueprint for countries to end the TB epidemic by driving down TB deaths, incidence and eliminating catastrophic costs”.


วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2559

ใครๆก็ว่ารักษาหาย แต่ทำไมมันไม่หมดซักที และมีคนตายจากเชื้อวัณโรคมาก

วิวัฒนาการของเชื้อดื้อยา-วัณโรค
ใครๆก็ว่ารักษาหาย แต่ทำไมมันไม่หมดซักที และมีคนตายจากเชื้อวัณโรคมาก

แค่พาคนป่วยวัณโรค 1 คน บินจากรัสเซียไปรักษาที่อเมริกา ปรากฎว่าทำให้เที่ยวบินนั้น มีคนติดเชื้อวัณโรคไป 30 คน

ผู้ป่วยได้รับการแจ้งว่าติดเชื้อวัณโรค ทราบว่ารักษาหายโดยกินยาติดต่อกัน 6 เดือน ปรากฎว่าไม่หาย ต้องย้ายโรงพยาบาล และกินยาอีก 9 เดือน

จำนวนผู้ป่วยวัณโรคมีเท่าที่ตรวจพบจริงหรือเปล่า ที่ยังไม่เจอ อีกเท่าไหร่ และแพร่กระจายทางการหายใจอีกเท่าไหร่

https://www.youtube.com/watch?v=L1tXhRt3vPo

วัณโรคคืออะไร ทำไมมีโอกาสติดต่อกันได้มาก รักษาได้หายแต่ทำไมไม่ลดลง คนที่ตายจากเชื้อวัณโรคเป็นพวกไหน

วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2559

Plasmacluster air sterilizer ในการป้องกันการรับเชื้อวัณโรค สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาล

วัณโรคเป็นปัญหาระดับชาติ ไม่ได้เฉพาะกับคนไข้ที่ติดเชื้อเท่านั้น ลามระบาดไปยังคนทั่วไป โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงต่อการรับเชื้อวัณโรค ที่แพร่กระจายได้ทางอากาศ ในรูปของการหายใจ ไอ จาม

นอกเหนือไปจากนี้ เชื้อวัณโรคยังมีการพัฒนาต้านทานยารักษา และฝังตัวอยู่ในร่างกายคนได้นานถึง 15 ปี เมื่อไหร่ที่ร่างกายมีภูมิต้านทานต่ำ ก็ออกมาแสดงฤทธิ์เดชได้

เชื้อวัณโรคเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ชื่อ Mycobacterium Tuberculosis ที่สามารถรักษาได้ ด้วยการกินยาทุกวันต่อเนื่องนาน 6 เดือน แต่พบว่าผู้ป่วยละเลยการรักษา หรือกินยาไม่ต่อเนื่อง มีผลให้การแพร่เชื้อวัณโรคเกิดขึ้นยังบุคคลอื่น รวมถึงการที่เชื้อดื้อยา เริ่มพบมากขึ้น

การทดสอบโดย WHO Global Health Workforce Alliance National Center of Tuberculosis and Lung Diseases ในประเทศ Georgia ร่วมกับ บริษัท ชาร์ป เป็นการทดสอบความสามารถของเทคโนโลยี่พลาสม่าคลัสเตอร์ ที่มีต่อการป้องกันลดความเสี่ยงของการติดเชื้อวัณโรคในโรงพยาบาล

ทดสอบด้วยการติดตั้งเครื่องฆ่าเชื้อโรคทางอากาศระบบพลาสม่าคลัสเตอร์ ที่รักษาระดับไอออนเฉลี่ยที่เข้มข้นระดับ 100,000 ions/cc. ในชั้นที่ทดสอบ โรงพยาบาลรักษาคนไข้วัณโรค ตรวจเช็คเจ้าหน้าที่ทำงานด้วยการตรวจเชื้อวัณโรคแบบ QFT จำนวน 88 คน พบว่ามี 32 คนที่ไม่มีผลบวกต่อการตรวจหาเชื้อ ได้แยกกลุ่มเจ้าหน้าที่ตัวอย่างมาทำงาน ในพื้นที่ปรกติ เทียบกับ ในพื้นที่ๆมีเครื่องพลาสม่าคลัสเตอร์เข้มข้นติดตั้งอยู่่

พบว่า ในพื้นที่ทำงานปรกติ มีเจ้าหน้าที่ที่ตรวจพบผลบวกต่อเชื้อ มากกว่า ในพื้นที่ทำงานติดตั้งเครื่องพลาสม่าคลัสเตอร์เข้มข้น โดยลดความเสี่ยงต่อการรับเชื้อวัณโรค ได้ถึง 75% ของกลุ่มเจ้าหน้าที่ทดสอบทั้งหมด

นอกจากนี้ ยังได้ทดสอบว่า ระบบพลาสม่าคลัสเตอร์เข้มข้น ส่งผลอย่างไรต่อเชื้อวัณโรคที่ดื้อยา

แพทย์วิจัยได้ทำการคัดเลือก คนไข้ที่มีเชื้อวัณโรค 49 คนจาก 155 คน หลังจากที่มีการทำ Drug Susceptibility Testing (DST) ยืนยัน 2 ครั้ง ห่างกัน 3 เดือน ในจำนวน 49 คนนี้ พบว่า คนไข้วัณโรคที่อยู่ในพื้นที่ปรกติ มีเชื้อวัณโรคที่ดื้อยาสูงกว่า คนไข้ที่อยู่ในพื้นที่ติดตั้งเครื่องพลาสม่าคลัสเตอร์เข้มข้น

โดยเทียบผลลัพธ์ออกมาคือ พื้นที่ทำงานติดตั้งเครื่องพลาสม่าคลัสเตอร์เข้มข้น จะป้องกันการเกิดเชื้อดื้อยาได้ 78%

วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

“วัณโรค” โรคร้าย..ติดง่ายไม่รู้ตัว

วัณโรคโรคร้าย..ติดง่ายไม่รู้ตัว

ปัจจุบัน 1 ใน 3 ของประชากรทั่วโลกติดเชื้อวัณโรคแล้ว ประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 22 ประเทศ ที่มีผู้ป่วยวัณโรคมากติดอันดับโลก โดยไทยมีผู้ติดเชื้อวัณโรคประมาณ 25 ล้านคน และมีผู้ป่วยราว 90,000 คน ในจำนวนนี้ 40,000 คนเป็นผู้ป่วยเสมหะพบเชื้อ (ร้อยละ 44) สามารถแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้ผ่านทางการไอ จาม พูดคุย จนเชื้อล่องลอยไปในอากาศ ทุกคนจึงมีโอกาสได้รับเชื้อวัณโรคตลอดเวลา



ผู้ป่วยวัณโรคระยะแพร่เชื้อ 1 ราย ถ้าไม่ได้รับการรักษา สามารถทำให้คนรอบข้างติดเชื้อได้ 10 -15 คนต่อปี และ 17% ของผู้ป่วยวัณโรคมีการติดเชื้อเอชไอวีร่วมด้วย

วัณโรค (Tuberculosis หรือ TB) เป็นโรคติดต่อทางเดินหายใจ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย มัยโคแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลซิส” (Mycobacterium Tuberculosis) ที่มีขนาดเล็กมาก มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ทำให้มีการอักเสบในปอด หรือในอวัยวะอื่นร่วมด้วย เช่น ต่อมน้ำเหลือง เยื่อหุ้มสมอง กระดูก

วัณโรคสามารถเป็นได้กับอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย แต่ที่พบบ่อยและเป็นปัญหามากในปัจจุบัน คือ วัณโรคปอด

ปัจจัยสำคัญต่อการป่วยเป็นวัณโรค
- อยู่ร่วมกับผู้ป่วยวัณโรค เช่น พักอาศัยบ้านเดียวกัน ทำงานร่วมกัน
- ผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี หรือป่วยเป็นโรคเอดส์
- ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน โรคตับ หรือโรคไต
- ผู้ป่วยที่รับประทานยากดภูมิคุ้มกันนานๆ เช่น ยากลุ่มสเตรียรอยด์
- การจัดลักษณะที่อยู่อาศัยหรือที่ทำงานที่ใช้เครื่องปรับอากาศตลอดเวลา หรือสภาพแวดล้อมที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก
- การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา และการเสพสารเสพติด

อาการ
- ไอติดต่อกันเกิน 2 สัปดาห์
- ไอแห้งๆ หรือไอมีเสมหะ หรือไอมีเสมหะปนเลือด
- เจ็บหน้าอก เหนื่อยหอบ
- มีไข้ต่ำๆ ตอนบ่ายหรือค่ำ
- เบื่ออาหาร น้ำหนักลด อ่อนเพลีย

ควรปฏิบัติตัวอย่างไรขณะป่วยและรักษา
- ใช้ผ้าผิดปากและจมูก เวลาไอหรือจามเพื่อป้องกันมิให้เชื้อแพร่กระจายไปสู่ผู้อื่น
- กินยาตามชนิดและขนาดที่แพทย์สั่งอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ และพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง จนกว่าแพทย์สั่งหยุดยา
- เมื่อกินยาประมาณ 2 สัปดาห์ อาการจะดีขึ้นห้ามหยุดยาเป็นอันขาด จะทำให้เชื้อโรคดื้อยาและรักษาหายยาก
- กินอาหารได้ทุกชนิดที่มีประโยชน์ และพักผ่อนให้เพียงพอ
- จัดสถานที่พักอาศัยให้อากาศถ่ายเทสะดวก แสงแดดส่องถึง
- ควรงดเหล้า บุหรี่ และสิ่งเสพติดทุกชนิด
- ควรนำผู้สัมผัสโรคร่วมบ้าน หรือผู้ใกล้ชิดกับผู้ป่วยโดยเฉพาะเด็กไปรับการตรวจร่างกายตามโรงพยาบาลหรือสถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้านทุกแห่ง
- บ้วนเสมหะลงในภาชนะหรือกระป๋อง แล้วเทลงในส้วม ฝังดิน หรือนำไปเผา

อาการที่อาจพบจากการกินยารักษา
- คลื่นไส้อาเจียน วิงเวียนศีรษะ
- เบื่ออาหาร เหนื่อยหอบ
- ตับอักเสบ(ตัวเหลือง ตาเหลือง)
- ผื่นคันตามตัว
- ปวดข้อ
- อาการตามัว

เมื่อไรควรตรวจหาวัณโรค
- ไอติดต่อกันเกิน 2 สัปดาห์
- มีไข้ต่ำตอนบ่ายๆ หรือค่ำ
- เบื่ออาหาร น้ำหนักลด อ่อนเพลีย
- เจ็บหน้าอก เหนื่อย หอบ
- เมื่อมีญาติหรือผู้ใกล้ชิดป่วยเป็นวัณโรคปอด
- ตรวจสุขภาพประจำปี กรณีไม่มีอาการ แต่ถ้าภาวะภูมิต้านทานต่ำ เช่น เป็นโรคเบาหวาน ติดสารเสพติดหรือติดเชื้อเอดส์ ควรตรวจทุก 3-6 เดือน
- เพื่อใช้ประกอบการขอใบรับรองแพทย์

ควรปฏิบัติตัวอย่างไรไม่ให้เป็นวัณโรค
- ควรตรวจเช็คร่างกาย โดยการเอ็กซเรย์ปอดอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
- นำเด็กแรกเกิดไปรับการฉีดวัคซีนบีซีจี ที่โรงพยาบาลทุกแห่ง หรือสถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน
- หากมีอาการสงสัยป่วยเป็นวัณโรค ควรรีบไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลของรัฐทุกแห่ง หรือสถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน
- รักษาสุขภาพให้แข็งแรงโดยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และกินอาหารที่มีประโยชน์
- หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอดส์ ซึ่งจะทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายเสื่อมลง มีโอกาสป่วยเป็นวัณโรคได้ง่ายขึ้น

วัณโรครักษาหายได้
ปัจจุบันมียารักษาวัณโรคหลายชนิดที่ให้ผลดี การรักษาจะได้ผลดีต่อเมื่อผู้ป่วยเข้ารับการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มแรก รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ ใช้เวลาเพียง 6-8 เดือนเท่านั้น รวมทั้งพักผ่อนให้เพียงพอ และรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูงและมีวิตามิน เพื่อช่วยเพิ่มภูมิต้านทานโรค  หากผู้ป่วยวัณโรคไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ขาดยา หรือกินยาไม่ต่อเนื่อง จะทำให้เชื้อวัณโรคดื้อยา ยากต่อการรักษา และอาจแพร่เชื้อวัณโรคดื้อยาสู่ผู้อื่น

วัณโรคกับเอดส์มีความสัมพันธ์กันอย่างไร
- การติดเชื้อเอดส์ ทำให้ภูมิคุ้มกันบกพร่อง โอกาสป่วยเป็นวัณโรคได้อย่างรวดเร็วและรุนแรงมากกว่า ผู้ที่ไม่ติดเชื้อเอดส์
- วัณโรคเป็นโรคติดเชื้อฉวยโอกาสที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งในผู้ป่วยเอดส์
- ผู้ติดเชื้อเอดส์ ที่ป่วยเป็นวัณโรคมีสถิติการเสียชีวิตมากกว่าผู้ติดเชื้อเอดส์ที่ไม่ป่วยเป็นวัณโรค

วันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ตรวจพบคนพม่า 100 จาก 500 คน เป็นวัณโรคปอดระยะแพร่กระจาย

ตรวจพบคนพม่า 100 จาก 500 คน เป็นวัณโรคปอดระยะแพร่กระจาย ... ข่าวนี้ไม่ดังเท่าข่าวดารา

แต่ฟังแล้วน่าเป็นห่วง เพราะคนพวกนี้คือคนที่มาลงทะเบียนแล้วตรวจร่างกาย พวกนี้ไม่ได้ลงทะเบียนไม่รู้อีกเท่าไหร่ ถึงรัฐบาลจะผลักดันกลับประเทศ ก็ไม่รู้ว่าจะไปรักษากันให้หายขาดหรือเปล่า อาจสร้างปัญหาเรื้อรังต่อไปอีกยาว ... อาจต้องเรียนรู้กันเองว่า มีวิธีการป้องกันตัวเองได้อย่างไรบ้าง





การป้องกันวัณโรคในเด็ก

โรควัณโรคในบ้านเรา นับวันยิ่งมีปัญหาเพิ่มมากขึ้น ทั้งปัญหาผู้ป่วยเอดส์ที่มีเชื้อวัณโรคคุกคามรุนแรง เป็นเชื้อวัณโรคที่ดื้อยาเสียด้วย การเปลี่ยนแปลงของสังคมที่เรามีพี่เลี้ยงเด็กมากขึ้น บางครั้งก็มาจากต่างจังหวัด บางคนเป็นแรงงานต่างชาติ ถูกกฎหมายก็มี ผิดกฎหมายก็มาก การแพร่กระจายของวัณโรคจึงเป็นไปอย่างกว้างขวางไม่เว้นแม้แต่คุณหมอคุณพยาบาล ห้องตรวจโรค ห้องผู้ป่วยในโรงพยาบาลที่เป็นห้องปรับอากาศในกรุงเทพ ก็เป็นทางที่ผู้ป่วย ญาติ ปล่อยเชื้อวัณโรคมาถึงคุณหมอได้

แล้วเด็กๆลูกหลานของเราละครับเด็กที่เป็นวัณโรคก็เพราะได้รับการติดเชื้อมาจากผู้ใหญ่แทบทั้งสิ้น แล้วยังชอบกระจายของโรคสู่อวัยวะอื่นๆ ทำให้วัณโรคในเด็กรุนแรงได้ แม้จะมีการรักษาที่ดีก็อาจจะตายหรือพิการได้ การป้องกันจึงมีประโยชน์มากที่สุด จริงมั้ยครับ

แล้วเราจะป้องกันยังไง เริ่มที่ผู้ใหญ่ก่อนครับ ผู้ใหญ่คนที่เป็นวัณโรค ต้องได้รับการรักษาอย่างถูกต้องเพื่อตัดต้นต่อที่แพร่เชื้อ ต้องกินยาตามแพทย์สั่งอย่างครบถ้วนและสม่ำเสมอ ในระยะติดต่อไม่ควรให้เด็กมานอนหรืออยู่ใกล้ชิดด้วย ต้องระวังเวลาไอและจามโดยปิดปาก เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อวัณโรคแพร่กระจายไปสู่ผู้อื่นได้ การบ้วนเสมหะหรือน้ำลายก็จะต้องใส่ภาชนะเป็นที่เป็นทาง แล้วนำไปเทลงโถส้วมก็ได้

ตัวเด็กๆเอง เราต้องเพิ่มความต้านทานให้แก่เด็ก ต้องเลี้ยงดูให้แข็งแรง เกิดมาใหม่ๆควรเลี้ยงด้วยนมแม่ เป็นเวลา 6 เดือนเป็นอย่างน้อย ให้กินอาหารให้ครบถ้วน เหมาะสมตามวัย กินอาหารที่มีทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามิน และเกลือแรให้ครบถ้วน ออกกำลังกายให้แข็งแรง เด็กแรกเกิดทุกคนควรได้วัคซีน บีซีจี. ป้องกันวัณโรค ปัจจุบันนี้ตามโรงพยาบาลของรัฐและเอกชน จะฉีดวัคซีน บีซีจี. นี้ให้ แต่บางรายที่ไม่เคยได้รับการฉีดตั้งแต่แรกเกิด ก็ไปขอฉีดได้ที่โรงพยาบาลหรือสถาน บริการสาธารณสุขของรัฐทุกแห่ง รวมทั้งวัคซีนอื่นๆ ก็ควรได้รับการฉีดตามกำหนด วัคซีน บีซีจี. สามารถป้องกันวัณโรคให้กับเด็กได้นานถึง 10-20 ปี พอฉีดแล้วประมาณ 2 สัปดาห์ จะมีเม็ดหนองขึ้นที่บริเวณที่ฉีดซึ่งจะแตกเป็นๆ หายๆ และแห้งในเวลา 2-3 เดือน โดยไม่ต้องใส่ยา เพียงแต่ซับให้แห้งก็พอ  เด็กบางราย แม้จะฉีดวัคซีน บีซีจี. แล้วก็ตาม แต่ถ้าจำเป็นต้องอยู่ร่วมกับผู้ป่วยวัณโรคปอดระยะติดต่อ ภูมิคุ้มกันอาจไม่เพียงพอ ในกรณีนี้แพทย์จะสั่งให้กินยาป้องกันด้วยเพื่อให้ได้ผลดียิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามเราก็ควรให้เด็กห่างจากคนที่เป็นโรคไว้ก่อน ควรดูแลพี่เลี้ยง ญาติผู้ใหญ่ของเราให้แข็งแรงอยู่เสมอ และสิ่งสำคัญสุดท้าย ถ้ามีอาการที่สงสัยว่าเด็กของท่านเป็นวัณโรค เช่นมีไข้เรื้อรัง ผอมลงเบื่ออาหารน้ำหนักลด เลี้ยงไม่โต ไอไม่รู้จักหายซักที แล้วได้อยู่ใกล้ชิดคนเป็นวัณโรค ก็ควรปรึกษาแพทย์ตั้งแต่แรก การรักษาตั้งแต่แรกจะทำให้อัตราการหายมากขึ้น ผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ครับ




วันพุธที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

บางคน .. เพียงแค่พูดคุยก็ติดวัณโรคได้ (หรือ)

บางคน .. เพียงแค่พูดคุยก็ติดวัณโรคได้ (หรือ)

วัณโรคเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศ    และไทยก็เป็นประเทศที่มีปัญหาการแพร่ระบาดของวัณโรคโดยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 18 จาก 22 ประเทศที่มีผู้ป่วยวัณโรคสูงของโลก    ในแต่ละปีมีผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ขึ้นทะเบียนเป็นจำนวนมาก    ประมาณครึ่งหนึ่งเป็นผู้ป่วยวัณโรคปอดที่สามารถแพร่เชื้อได้    และผลสำเร็จของรักษาผู้ป่วยมีเพียงร้อยละ 71.8    สาเหตุหลักคือเสียชีวิตก่อนการรักษาครบและขาดยา    ทำให้แนวโน้มของการดื้อต่อยารักษาวัณโรคเพิ่มสูงขึ้น    ในปีงบประมาณ 2558    โรงพยาบาลลำปางมีผู้ป่วยวัณโรคปอดที่ตรวจเสมหะพบเชื้อขึ้นทะเบียนรักษาจำนวน 297 ราย    ผลสำเร็จของการรักษาร้อยละ 80.53    ไม่บรรลุตามเป้าหมายขององค์การอนามัยโลกที่กำหนดไม่น้อยกว่าร้อยละ 85    สาเหตุสำคัญคือการเสียชีวิตและการขาดยาเช่นกัน    การเสียชีวิตพบมากในผู้ป่วยสูงอายุและผู้ป่วยที่มีโรคร่วม    การขาดยาในผู้ป่วยวัณโรคมีเหตุเกี่ยวข้องหลายอย่าง    เช่น    ขาดความร่วมมือในการรักษาจากผู้ป่วย  การรักษามีผลข้างเคียงทำให้ผู้ป่วยท้อแท้  สังคมและครอบครัวไม่ยอมรับ    รังเกียจผู้ป่วย    ทำให้ผู้ป่วยไม่ร่วมมือในการรักษา    ซึ่งการรักษาวัณโรคไม่ครบตามแผนการรักษาทำให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อและเกิดวัณโรคชนิดดื้อยา





วัณโรคเป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย    เป็นได้กับอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย    แต่ที่เป็นปัญหามากคือวัณโรคปอดเพราะแพร่เชื้อติดต่อไปสู่ผู้อื่นได้ง่ายโดยเฉพาะผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย    เด็กเล็ก    ผู้สูงอายุ    หรือผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ    มักมีโอกาสติดโรคง่ายและมีอาการรุนแรงมากกว่าคนปกติ    อาการที่น่าสงสัยว่าจะเป็นวัณโรคปอด    คือ    อ่อนเพลีย    เบื่ออาหาร    น้ำหนักลด    มีไข้ต่ำ ๆ    เจ็บหน้าอก    ไอเรื้อรังเกิน 2 สัปดาห์หรือไอมีเสมหะปนเลือดออกมา    ผู้ป่วยอาจมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างก็ได้    หากสงสัยว่าจะป่วยเป็นวัณโรคควรเข้ารับการตรวจและรักษาโดยด่วน    ปัจจุบันหมอจะรักษาด้วยระบบยาระยะสั้น    โดยใช้ยาควบคู่กันหลายขนาน    สามารถรักษาวัณโรคให้หายขาดได้ภายใน 6 - 8 เดือน    จากเดิมที่ต้องใช้ยานานปีครึ่งถึงสองปี    สิ่งสำคัญคือผู้ป่วยต้องกินยาครบทุกขนานตามขนาดที่หมอสั่งทุกมื้ออย่างเคร่งครัดและมาตรวจตามนัดทุกครั้ง    เมื่ออาการดีขึ้นมากอย่าหยุดยาเองโดยเข้าใจว่าหายแล้วเด็ดขาดเพราะเชื้อวัณโรคในร่างกายยังไม่หมด  จะเกิดการดื้อยาและกลับมากำเริบใหม่ทำให้การรักษายากมากขึ้นและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

 
วิธีการป้องกันวัณโรคที่สำคัญคือ    หากพบว่ามีผู้ป่วยวัณโรคในครอบครัวหรือในชุมชนต้องพาไปรับการรักษาโดยเร็วที่สุดเพื่อไม่ให้เชื้อแพร่กระจายสู่ผู้อื่น   เพราะในผู้ที่ร่างกายอ่อนแอหรือมีภูมิต้านทานต่ำเพียงแค่การพูดคุยกับผู้ป่วยก็มีโอกาสติดเชื้อวัณโรคได้    ดังนั้นผู้ป่วยต้องปิดปากและจมูกทุกครั้งขณะไอหรือจาม    บ้วนเสมหะในภาชนะที่มีฝาปิดแล้วทำลายโดยการต้มหรือเผา    สำหรับเด็กแรกเกิดต้องได้รับการฉีดวัคซีนบีซีจีป้องกันวัณโรคทุกรายเพื่อเพิ่มความต้านทานของร่างกายต่อเชื้อวัณโรคค่ะ




วันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2558

หน้ากากอนามัย ป้องกันโรคได้ จริงหรือ?



หน้ากากอนามัยในท้องตลาดกันก่อน ที่นิยมใช้มีอยู่ 2 แบบด้วยกัน คือ
       
1.หน้ากากผ่าตัด (Surgical Mask)
เป็นหน้ากากอนามัยธรรมดาที่ใช้กันทั่วไป พบใช้บ่อยที่สุด เพราะใช้งานง่ายและราคาไม่แพง ราคามาตรฐานอยู่ที่ชิ้นละ 5-10 บาท
       
2.หน้ากากอนามัยชนิด N95
เป็นหน้ากากอนามัยชนิดพิเศษ สามารถป้องกันเชื้อโรคได้มากขึ้น มีหลายแบบ มีทั้งทรงกลม ทรงยาวรี หรือทรงสี่เหลี่ยมคางหมู ขึ้นอยู่กับบริษัทผู้ผลิต อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าแบบไหนก็มีหลักการใส่เหมือนกันหมด ราคามาตรฐานอยู่ที่ชิ้นละ 30-60 บาท
       


การเลือกใช้หน้ากากอนามัยแบบไหน ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ว่าจะใช้ป้องกันเชื้อโรคประเภทใด โดยทั่วไป เชื้อโรคที่เราคาดหวังว่าจะใช้หน้ากากอนามัยป้องกันมี 2 ประเภท คือ
       
1.Droplet Transmission
คือเชื้อโรคที่แพร่กระจายโดยการไอและจาม ส่วนมากเชื้อจะแพร่ไปไม่ไกลเกิน 1 เมตร ตัวอย่างเชื้อโรคในกลุ่มนี้ เช่น ไข้หวัดใหญ่ เยื้อหุ้มสมองอักเสบบางชนิด การป้องกันเชื้อโรคกลุ่มนี้ แค่ใช้ “หน้ากากผ่าตัด” (Surgical Mask) และอยู่ห่างจากผู้ป่วยเกิน 3 ฟุต ก็จะเพียงพอต่อการป้องกันโรค
       
2.Airborne Transmission
คือเชื้อโรคที่แพร่กระจายได้ไกลในอากาศรอบตัว (ระยะไกลมากกว่า 1 เมตร และอาจไกลได้ทั้งห้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ห้องอับ ห้องแอร์) ตัวอย่างเชื้อโรคในกลุ่มนี้ เช่น เชื้อวัณโรค การป้องกันเชื้อโรคกลุ่มนี้ต้องใส่หน้ากากอนามัยชนิด N95 จึงจะมีประสิทธิภาพเพียงพอต่อการป้องกันโรค 

การใช้หน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันโรค
       
1.หน้ากากอนามัยชนิด Surgical Mask ที่นิยมใช้กันทั่วไป ไม่อาจป้องกันได้ทุกโรค เช่น วัณโรคจะป้องกันไม่ได้
       
2.หน้ากากอนามัยชนิด N95 แม้จะมีประสิทธิภาพมากกว่าชนิด หน้ากากผ่าตัด (Surgical Mask) แต่ก็มีข้อจำกัด คือ เวลาใส่จะอึดอัดมาก เหมือนกับขาดออกซิเจน จึงไม่สามารถใส่หน้ากากอนามัยแบบ N95 ได้ทั้งวัน และการใส่หน้ากากอนามัยชนิดนี้ ต้องใส่ให้แนบสนิทกับใบหน้าจริงๆ จึงจะได้ผล เพราะถ้าอากาศผ่านเข้าไปได้ ไม่ว่าจะเป็นช่องเปิดตรงคาง แก้ม หรือจมูก เชื้อโรคก็จะสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ จึงมีค่าเท่ากับไม่ได้ใส่
       
3.ถ้าเจอคนเป็นหวัดธรรมดา แล้วไม่อยากใส่หน้ากากอนามัยและไม่อยากติดโรคด้วย ขอให้มีระยะห่างระหว่างกันอย่างน้อย 1 เมตรขึ้นไป
       
4.การป้องกันโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่ดีที่สุด คือ อย่าสัมผัสเชื้อ ดังนั้น เมื่อมีโรคระบาด ไม่ว่าจะเป็นไข้หวัดนก ไข้หวัดใหญ่ หรืออีโบลาก็ตาม อย่าไปอยู่ในที่ชุมชนและสถานที่แออัด มีคนเยอะๆ จำไว้เสมอว่า “แม้แต่หน้ากากอนามัยประสิทธิภาพดีที่สุด ก็ยังไม่อาจป้องกันโรคติดต่อเชื้อทางเดินหายใจได้ 100 เปอร์เซ็นต์ และไม่ดีเท่ากับการอยู่ห่างจากแหล่งระบาด” 

วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ไทยมีผู้ป่วยวัณโรคเพิ่มขึ้นทุกปี วัณโรครักษาหายได้แต่ยากที่ป้องกันจริงหรือ คนที่ไม่มีอาการก็เป็นพาหะแพร่ทางอากาศได้หรือเปล่า

องค์การอนามัยโลก  (WHO) จัดให้ไทยเป็นประเทศที่มีผู้ป่วยวัณโรคสูงเป็นอันดับที่ 18 ของโลก จากเดิมอยู่อันดับที่ 22 ของโลกในกลุ่มที่มีผู้ป่วยวัณโรคมากที่สุด

ศ.เกียรติยศ นพ.สงคราม ทรัพย์เจริญ ประธานกรรมการกลาง สมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวในงานจัดประชุมวิชาการวัณโรคและโรคระบบทางการหายใจระดับชาติ ประจำปี 2558 ว่า ขณะนี้องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้ไทยเป็นประเทศที่มีผู้ป่วยวัณโรคสูงเป็นอันดับที่ 18 ของโลก จากเดิมอยู่อันดับที่ 22 ของโลกในกลุ่มที่มีผู้ป่วยวัณโรคมากที่สุด ที่สำคัญขณะนี้ถือว่าไทยยังมีปัญหาเชื้อวัณโรคดื้อยาจำนวนมาก โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ เช่น กทม. เป็นต้น นอกจากนี้ไทยยังมีปัญหากลุ่มโรคถุงลมโป่งพองและโรคติดเชื้อ ที่สามารถติดต่อกันได้ ดังนั้นตรงนี้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ต้องเฝ้าระวังป้องกันในกลุ่มโรคเหล่านี้ด้วย

ด้าน ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า WHO รายงานตัวเลขผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ปีละ 9 ล้านราย แต่เข้าถึงการรักษาเพียง 6 ล้านรายเท่านั้น ส่วนสถานการณ์ในไทยมีแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มขึ้น โดยในปี 2556 พบผู้ป่วย 113,900 ราย แต่ลงทะเบียนการรักษาเพียง 67,000 ราย แต่ขณะเดียวกันก็พบผู้ป่วยดื้อต่อยารักษาหลายขนานถึงร้อยละ 2 ส่วนผู้ป่วยรายเก่าดื้อยาร้อยละ 19 ทำให้ต้องเสียค่ารักษาสูงกว่าเดิมเป็นร้อยเท่า จากหลักแสนบาทเป็นหลักล้านบาท ดังนั้น สธ.จึงได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติปี 2558-2562 เน้นหนัก 3 เรื่องคือ ค้นให้พบ จบด้วยหาย พัฒนาเครือข่ายและระบบดูแล เพื่อลดป่วย ลดตาย ลดขาดยา และป้องกันเชื้อดื้อยา โดยมีเป้าหมายลดอัตราผู้ป่วยรายใหม่ลงร้อยละ 20 จาก 170 ต่อแสนประชากรให้เหลือ 136 ต่อแสนประชากร ผู้ป่วยวัณโรคทุกคนจะได้รับการรักษาฟรี การรักษาจะช่วยตัดการแพร่เชื้อไปสู่คนรอบข้าง


ประเทศไทยมีผู้ป่วยวัณโรคเพิ่มขึ้นปีละกว่าแสนราย แต่เข้ารักษาแค่ 50% ก็หมายความว่า ทุกวันนี้มีผู้ป่วยที่สามารถแพร่เชื้อวัณโรคมากถึง 50,000 คนต่อปี ผู้ป่วยบางคนก็ไม่แสดงอาการให้เห็นและสามารถเป็นพาหะของเชื้อได้นานกว่า 15 ปี เชื้อวัณโรคนี้แพร่กระจายติดต่อได้ทางอากาศ จึงเป็นความเสี่ยงสูงต่อการแพร่กระจายในที่สาธารณชน โดยเฉพาะผู้ที่โดยสารเดินทางด้วยรถเมล์ รถตู้ ที่มีความแออัดชนิดที่ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร

ผู้ป่วยวัณโรคที่ได้กินยาตามกำหนดครบทุก 1 ปี ก็สามารถหายจากโรคนี้ได้ แต่ส่วนใหญ่หลงลืมบ้าง ขาดยาบ้าง ทำให้เป็นโรคเรื้อรังที่สร้างปัญหาใหม่ขึ้นมา อาทิเช่น เกิดการดื้อยา แพร่เชื้อวัณโรคให้ผู้ใกล้ชิด การติดตามผู้ป่วยให้รับการรักษาอย่างเคร่งครัด เป็นสิ่งที่แพทย์กระทำอยู่


เชื้อวัณโรค เป็นเชื้อแบคทีเรียประเภทหนึ่ง ที่ทำให้เกิดเจ็บป่วยในระบบทางเดินหายใจ ไมโคแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลซิส (Mycobacterium tuberculosis) หรือที่เรียกย่อๆว่า TB ชอบอยู่ในที่ที่มีออกซิเจนมากๆ เช่น ปอด เชื้อนี้จะทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการไอติดต่อกันเป็นเวลานานและเกิดแผลในปวดจนทำให้เสียชีวิตได้





วัณโรคเป็นโรคที่ติดต่อโดยการแพร่กระจายจากผู้ป่วยขณะไอ จาม หรือแม้กระทั่งการพูดคุย โดยเชื้อจะออกมาจากน้ำลายหรือละอองเสมหะและจะลอยอยู่ในอากาศได้เป็นเวลานาน โดยเฉพาะในที่ที่อากาศไม่ถ่ายเทหรือไม่ค่อยมีแสงส่องถึง เช่น ตลาดสด ห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนต์ ในเครื่องบิน ในรถประจำทาง เมื่อเราหายใจเอาเชื้อวัณโรคเข้าไปก็จะทำให้มีโอกาสติดเชื้อได้ ถ้าเป็นผู้ที่มีร่างกายแข็งแรง ร่างกายจะสามารถควบคุมเชื้อวัณโรคไว้ได้ด้วยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย แต่ถ้าเป็นผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ เช่น เด็ก คนชรา ผู้ที่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคไต ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบ่องพร่องอย่างเอดส์ ผู้ที่ติดยาเสพติดหรือสุรา ก็จะมีโอกาสป่วยเป็นวัณโรคได้สูงเมื่อได้รับเชื้อเข้าไป



เชื้อวัณโรคนี้สามารถล่องลอยปลิวฟุ้งอยู่ในอากาศได้ ถ้าผู้ป่วยที่มีเชื้อวัณโรคอยู่ในร่างกายเกิดไปบ้วนน้ำลาย ถ่มถุย จามหรือไอออกมา เชื่อวัณโรคที่มีอยู่ก็จะฟุ้งกระจายไปได้เป็นละอองฝอย เสมหะที่เปียกอยู่แห้งก็มีสิทธิ์ที่จะปลิวว่อนไปในอากาศได้หากมีกระแสลมพัดพาไป

เมื่อมีผุ้ไปสูดหายใจในระหว่างที่เชื้อวัณโรคปลิวว่อนอยู่เข้ามาไปในปอดก็จะทำให้ปอดเกิดอักเสบขึ้นมาในที่สุด เกิดป่วยวัณโรคไปได้อีกหนึ่งรายทันที บางส่วนของวัณโรคจะเล็ดลอดเจ้าไปในกระแสเลือดแล้วแพร่กระจายออกไปในอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย เช่น ปอด ลำไส้ กระดูก ไต สมอง มีโอกาสรับเชื้อวัณโรคทั้งนั้น


ระยะที่โรคแสดงอาการค่อนข้างจะล่าช้าและยาวนานมาก จึงทำให้ผู้ป่วยละเลยในการรักษากันไป คิดว่าคงจะไม่เป็นไรนัก มีแต่ผู้ที่มารับการรักษาที่มีอาการรุนแรงมากแล้วเป็นส่วนใหญ่ โดยมากผู้ป่วยจะได้รับเชื้อวัณโรคมาตั้งแต่เด็ก วัณโรคระยะนี้จึงถูกเรียกว่า “วัณโรคในเด็ก” หรือ “วัณโรคปฐมภูมิ” เชื้อโรคส่วนมากจะสงบนิ่งอยู่ภายในร่างกายตลอดไปไม่มีอาการผิดปกติอะไรเลย


โรคนี้รุกเงียบจริงๆ จะมีแสดงอาการอยู่บ้างก็เป็นผู้ที่มีความต้านทานน้อยอาการของโรคก็แสดงออกมาได้ ระยะหลังนี้เราเรียกว่า “วัณโรคผู้ใหญ่” หรือ “วัณโรคทุติยภูมิ” นั่นเอง ผู้ทีความต้านทานน้อยลงเชื้อวัณโรคก็จะกำเริบ ผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ่สุขภาพไม่ดี ร่างกายทรุดโทรมเชื้อวัณโรคจ้องเล่นงานเอาได้อย่างรวดเร็ว

วัณโรคมีอาการอย่างไรบ้าง?


  • อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
  • เบื่ออาหาร น้ำหนักลด
  • มีไข้ต่ำๆ หนาวสั่นและมีเหงื่อออกตอนกลางคืน
  • ในระยะแรกจะมีอาการไอแห้งๆ
  • ต่อมาจะไอมีเสมหะและจะไอมากในเวลาเข้านอน ตื่นนอนตอนเช้าและหลังอาหาร
  • ไอเรื้อรังนานกว่า 3 สัปดาห์ ในรายที่เป็นมากๆจะหอบหรือไอเป็นเลือดก้อนแดงๆหรือเลือดดำๆออกมาด้วย
  • เด็กมักมีอาการรุนแรงกว่าผู้ใหญ่เพราะมีภูมิคุ้มกันน้อย
  • ในรายที่เป็นน้อยๆผู้ป่วยบางคนอาจจะรู้สึกแน่นหรือเจ็บหน้าอกโดยไม่มีอาการไอ

วิธีป้องกันตัวจากการเป็นวัณโรค


  • รักษาร่างกายให้แข็งแรง
  • อยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเท เช่น ในห้องก็ควรจะเปิดหน้าต่างให้มีลมพัดเข้ามาบ้างเพราะการปิดห้องและเปิดแต่เครื่องปรับอากาศนั้นจะทำให้อากาศไม่หมุนเวียนและอาจเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อวัณโรคได้
  • เมื่อมีอาการไอควรสวมผ้าปิดปากเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่กระจายสู่ผู้อื่น
  • ควรรีบไปรักษาให้หายโดยเร็วที่สุดเพราะเมื่อคุณหายทุกคนก็ปลอดภัย ส่วนไหนของร่างกายที่ได้รับผล

ทางเลือกของการป้องกันตัวเองจากเชื้อวัณโรค

ในโรงพยาบาลจะมีการคัดแยกผู้ป่วยวัณโรคด้วยการเข้าพักในห้อง negative pressure แต่ก็มีราคาก่อสร้างสูงมาก ห้องประเภทนี้จึงมีจำกัด (ห้องแบบนี้ใช้คัดแยกคนไข้ติดเชื้อไวรัสรุนแรงด้วย) สำหรับพยาบาล ญาติหรือคนใกล้ชิดผู้ป่วย ก็ต้องระมัดระวังการรับเชื้อตัวนี้เช่นกัน มาตรการณ์ทั่วไปที่ใช้กัน ก็เช่นที่กล่าวในข้างบน




นอกเหนือจากวิธีดังกล่าว เคยมีการใช้รังสี UV หรือ โอโซนในระดับเข้มข้นสูงเกินกว่า 20 ppm (20 ส่วนใน 1,000,000 ส่วน) มาทำลายเชื้อวัณโรค แต่ก็ทำได้แค่บริเวณที่จำกัดและใช้ได้ในบริเวณไม่มีคนอยู่เท่านั้น (เป็นพิษต่อคน มีการกำหนดให้ใช้โอโซนตามที่อยู่อาศัยไม่เกิน 0.01 ppm)  นอกจากนี้ประสิทธิภาพในการทำลายต่ำลงเมื่ออากาศมีความชื้นสูงขึ้น (ไม่เหมาะกับประเทศแถบเอเชีย ที่มีความชื้นสูง)


นวตกรรมที่เกิดขึ้นมาปัจจบัน ทำให้บุคคลทั่วไปมีทางเลือกในการลดความเสี่ยงจากการรับเชื้อวัณโรคนี้บ้างแล้ว เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าใครที่เป็นพาหะของเชื้อวัณโรคอยู่บ้าง



ระบบอนุภาคพลาสม่าคลัสเตอร์ ที่สามารถทำลายเชื้อไวรัส เชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย จึงได้ถูกนำมาทดสอบว่าสามารถทำลายเชื้อวัณโรคได้หรือไม่


การทดสอบที่สถาบันโรคทรวงอก นนทบุรี ได้พบความจริงที่ว่า อนุภาคพลาสม่าคลัสเตอร์ระดับเข้มข้นจะทำลายเชื้อวัณโรคที่นำมาจากตัวอย่างห้องคนไข้ได้อย่างมีนัยสำคัญ การนำเครื่องฆ่าเชื้อโรคทางอากาศระบบนี้ก็เป็นการลดความเสี่ยงของบุคคลทั่วไปในตอนนี้








ผลการทดสอบว่าพลาสม่าคลัสเตอร์สามารถทำลายเชื้อวัณโรคได้ ถูกตีพิมพ์ในวารสารสมาคมโรคทรวงอกแห่งประเทศไทย และถูกนำเสนอในที่ประชุม สหพันธุ์แพทย์โรคทรวงอกแห่งโลก ที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน





เครื่องฆ่าเชื้อโรคทางอากาศระบบพลาสม่าคลัสเตอร์ ได้ถูกนำมาติดตั้งในโรงพยาบาล เพื่อลดความเสี่ยงต่อบุคลากรการแพทย์ ที่ต้องเสี่ยงภัยต่อการรับเชื้อวัณโรคโดยไม่รู้ตัว