แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แพร่ทางอากาศ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แพร่ทางอากาศ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2560

โรควัณโรคปอด เป็นโรคติดต่อและแพร่เชื้อกันได้ง่ายมาก

โรควัณโรคปอด เป็นโรคติดต่อและแพร่เชื้อกันได้ง่ายมาก การดูแลผู้ป่วยและคนใกล้ชิดจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อลดโอกาสการติดต่อไปยังผู้อื่น จะมีวิธีป้องกันอย่างไรนั้น เรามาทำความรู้จักกัน

วัณโรคติดต่อได้ทางการหายใจ จากการติดเชื้อโรคที่เป็นแบคทีเรียชนิดหนึ่ง โดยการสูดหายใจเอาฝอยละอองเสมหะที่ผู้ป่วยระยะแพร่เชื้อปล่อยออกมาจากการไอ จาม พูด หัวเราะ หรือร้องเพลง ซึ่งเชื้อสามารถ อยู่ในอากาศได้นานหลายชั่วโมง



ส่วนใหญ่มักเกิดโรคที่ปอด แต่ก็พบที่อวัยวะอื่นได้ เช่น ต่อมน้ำเหลือง หรือกระดูก ซี่งผู้ป่วยจะได้รับเชื้อจากคนใกล้ชิดในครอบครัว หรือในที่สาธารณะจากผู้ป่วยระยะแพร่เชื้อรายอื่น กลุ่มคนที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ติดเชื้อเอชไอวี หรือไตวายเรื้อรัง เมื่อได้รับเชื้อจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคได้มากกว่าคนปกติหลายเท่า

ผู้ป่วยวัณโรคปอดจะมีอาการไอโดยมีเสมหะหรือไม่ก็ได้ บางรายจะไอเป็นเลือดได้มักจะมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร หรือมีไข้ร่วมด้วย บางรายอาจมีอาการของวัณโรคนอกปอดไปพร้อมกัน เช่น มีก้อนที่คอ หรือปวดกระดูก ดังนั้นถ้าท่านมีอาการไอติดต่อกันเป็นเวลานานเกินกว่า 2 สัปดาห์ ร่วมกับมีอาการอื่นๆ ดังที่กล่าวไปแล้ว ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ และทำการตรวจค้นหาในกรณีที่เข้าข่ายเป็นวัณโรคได้ โดยการเอกซเรย์ปอดร่วมกับการตรวจหาเชื้อวัณโรคจากเสมหะ

เมื่อวินิจฉัยวัณโรคปอดได้แล้ว แพทย์จะทำการรักษาด้วยการให้กินยาเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน ซึ่งถ้าเชื้อไม่ดื้อยาและผู้ป่วยกินยาสม่ำเสมอ จะหายขาดเกือบทั้งหมด แต่ในรายที่มีภูมิคุ้มกันผิดปกติหรือ มีโรคเรื้อรังรุนแรงอยู่เดิม เมื่อหายแล้วต้องคอยรักษาสุขภาพและโรคที่มีอยู่เดิมให้ดีเพื่อป้องกันการกลับเป็นวัณโรคซ้ำได้

เนื่องจากโรคนี้ติดต่อแพร่เชื้อกันได้ง่ายมาก จึงควรระวังเป็นพิเศษ สำหรับผู้ป่วยควรดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัด โดยการกินยาให้ครบ ไม่หยุดยาเองเป็นอันขาด เพราะจะทำให้เชื้อดื้อยาได้ เวลาไอจามต้องปิดปากและจมูกให้มิดชิด ถ้ามีเสมหะต้องบ้วนใส่ภาชนะที่มิดชิด แล้วเททิ้งในโถส้วม การกินอาหารที่ถูกสุขลักษณะและพักผ่อนให้เพียงพอจะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็ว คนที่สูบบุหรี่หรือดื่มสุราอยู่ก็ต้องงดด้วย เพื่อให้โรคหายขาดได้ดีขึ้น ส่วนผู้ใกล้ชิดควรช่วยดูแลให้ผู้ป่วยกินยาอย่างสม่ำเสมอ และช่วยสนับสนุนให้ผู้ป่วยมารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ควรจัดให้ผู้ป่วยอยู่ในห้องที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวกและมีแสงแดดส่องถึง ไม่คลุกคลีกับผู้ป่วยในระยะใกล้ชิดในช่วง สัปดาห์แรกของการกินยา หรือถ้าผู้ป่วยยังไอมากอยู่ แต่สำหรับคนทั่วไปแล้ววัณโรคปอดไม่ได้ติดต่อกันได้ง่ายหรือรักษาไม่หาย จึงไม่ควรรังเกียจผู้ป่วยวัณโรค อีกทั้งต้องรักษาสุขภาพโดยทั่วไปให้แข็งแรง หลีกเลี่ยงสิ่งเสพติด เพื่อไม่ให้วันหนึ่งต้องกลายมาเป็นผู้ป่วยวัณโรค

วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เชื้อไวรัส MERS คืออะไร ไม่มีวัคซีนหรือยารักษาได้จริงหรือ ทางเลือกในการป้องกันตัวเองคืออะไร

MERS เป็นเชื้อไวรัสประเภทหนึ่ง สายพันธุ์คล้ายกับเชื้อไวรัสซาร์สที่เคยอาละวาดหลายปีก่อนในแถบตะวันออกกลางคือ ซาอุดิอาระเบีย มีผลให้คนตายไปเยอะ แล้วก็หายไป จนมาพบอีกครั้งในปีนี้ที่ประเทศเกาหลี พบผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อไวรัสเมอร์สกระจายไปคลีนิคหลายแห่งและโรงพยาบาล ทำให้ผู้ที่ได้รับการติดเชื้อเมอร์สส่วนใหญ่ เป็นบุคลากรทางการแพทย์ เช่น ผู้ช่วยพยาบาล พยาบาล รวมถึงแพทย์ 



อาการของผู้ที่ได้รับเชื้อนี้เข้าไปก็คล้ายการได้รับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ แต่จะรุนแรงกว่า เช่น เป็นไข้ ปวดหัว หายใจไม่สะดวก ท้องเสีย เชื้อไวรัสเมอร์สจะแพร่ติดต่อทางอากาศ ในรูปแบบละอองฝอย (droplet) ทำให้ต้องระมัดระวังหลีกเลี่ยงการถูกไอจามพุ่งเข้าใส่ผู้คนรอบข้างตรงๆ อีกทั้งเชื้อไวรัสสามารถเกาะติดตามพื้นผิวต่างๆได้ด้วย เชื้อไวรัสเมอร์สสามารถมีชีวิตได้ 8-12 ชั่วโมงตามพื้นผิว หากคนไม่สัมผัสถูกเชื้อเมอร์ส แล้วมาป้ายตาป้ายปาก ขยี้แคะจมูก ก็สามารถติดเชื้อเมอร์สได้เช่นกัน


เชื้อไวรัสเมอร์สจะแพร่ติดต่อกับทุกเพศทุกวัย แต่มักแสดงอาการรุนแรงหรือถึงแก่ชีวิต ในกลุ่มคนสูงอายุหรือเด็ก เนื่องจากมีภูมิต้านทานต่ำกว่ากลุ่มประชากรอื่น ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันหรือยาที่รักษาได้ การให้ความช่วยเหลือเป็นการบรรเทาตามอาการต่างๆที่เกิดขึ้น เช่น ให้ลดไข้ ช่วยหายใจ




อย่างไรก็ตาม มีการศึกษาพบว่าเชื้อไวรัสไม่ว่าจะสายพันธุ์ไหนก็ตาม ความแตกต่างจะอยู่ที่ชนิดโปรตีนที่ประกอบใน DNA หรือ RNA  แต่เปลือกนอกหรือผนังเซลล์ที่ห่อหุ้มเชื้อไวรัสอยู่ จะมีส่วนประกอบเหมือนกันคือ Peptidoglycan ที่มี H-bond เป็นพันธะที่ดึงกันไว้ ทำให้เกิดเป็นเปลือกนอกห่อหุ้มของเหลวและ DNA ที่อยู่ข้างใน


การวิจัยทดสอบได้เกิดเทคโนโลยี่ใหม่ที่มีสารหรือสิ่งที่ไปดึง H-bond ให้แยกออกมาได้ ทำให้เปลือกนอกหรือผนังเซลล์ชั้นเดียวที่มีของเชื้อไวรัสแตกออกได้ เชื้อไวรัสก็ไม่สามารถคงสภาพต่อไปได้ หรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่าถูกทำลายนั่นเอง เทคโนโลยี่เหล่านี้ถูกพัฒนาคิดค้นโดยชาร์ป ภายใต้ชื่อ อนุภาค "พลาสม่าคลัสเตอร์" ในรูปแบบทางวิทยาศาสตร์ที่เรียกว่า active hydroxyl มีสูตรทางเคมีว่า OH  มีคุณสมบัติพิเศษที่ไปดึงพันธะไฮโดรเจนที่ว่านี้ได้จากผนังเซลล์เชื้อไวรัส ทำให้เชื้อไวรัสถูกทำลายทันทีที่โดนอนุภาคพลาสม่าคลัสเตอร์ หรือ เข้าไปในโซนที่พลาสม่าคลัสเตอร์มีอยู่

แต่การศึกษาก็พบว่าการทำลายเชื้อไวรัสแบบละอองฝอย อาจต้องใช้อนุภาคพลาสม่าคลัสเตอร์ที่มีความเข้มข้นสูงระดับ 25,000 ไอออนต่อซีซี ให้ผลที่ดีกว่า (จากการศึกษาทดสอบของสถาบันไวรัสวิทยา รีโทรสกรีน ประเทศอังกฤษ)

มนุษย์กับเชื้อไวรัส คงต้องสู้รบกันอีกนานเพื่อความอยู่รอดของตนเอง การเกิดสายพันธุ์ใหม่ๆของเชื้อไวรัสก็เช่นกัน มีเกิดขึ้นหลากหลายในทุกๆปี มนุษย์ควรเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน หรือมีทางเลือกในการป้องกันตัวเองจากเชื้อไวรัส เพราะอย่างไรก็คงหนีกันไม่พ้นแน่นอน

วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ไทยมีผู้ป่วยวัณโรคเพิ่มขึ้นทุกปี วัณโรครักษาหายได้แต่ยากที่ป้องกันจริงหรือ คนที่ไม่มีอาการก็เป็นพาหะแพร่ทางอากาศได้หรือเปล่า

องค์การอนามัยโลก  (WHO) จัดให้ไทยเป็นประเทศที่มีผู้ป่วยวัณโรคสูงเป็นอันดับที่ 18 ของโลก จากเดิมอยู่อันดับที่ 22 ของโลกในกลุ่มที่มีผู้ป่วยวัณโรคมากที่สุด

ศ.เกียรติยศ นพ.สงคราม ทรัพย์เจริญ ประธานกรรมการกลาง สมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวในงานจัดประชุมวิชาการวัณโรคและโรคระบบทางการหายใจระดับชาติ ประจำปี 2558 ว่า ขณะนี้องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้ไทยเป็นประเทศที่มีผู้ป่วยวัณโรคสูงเป็นอันดับที่ 18 ของโลก จากเดิมอยู่อันดับที่ 22 ของโลกในกลุ่มที่มีผู้ป่วยวัณโรคมากที่สุด ที่สำคัญขณะนี้ถือว่าไทยยังมีปัญหาเชื้อวัณโรคดื้อยาจำนวนมาก โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ เช่น กทม. เป็นต้น นอกจากนี้ไทยยังมีปัญหากลุ่มโรคถุงลมโป่งพองและโรคติดเชื้อ ที่สามารถติดต่อกันได้ ดังนั้นตรงนี้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ต้องเฝ้าระวังป้องกันในกลุ่มโรคเหล่านี้ด้วย

ด้าน ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า WHO รายงานตัวเลขผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ปีละ 9 ล้านราย แต่เข้าถึงการรักษาเพียง 6 ล้านรายเท่านั้น ส่วนสถานการณ์ในไทยมีแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มขึ้น โดยในปี 2556 พบผู้ป่วย 113,900 ราย แต่ลงทะเบียนการรักษาเพียง 67,000 ราย แต่ขณะเดียวกันก็พบผู้ป่วยดื้อต่อยารักษาหลายขนานถึงร้อยละ 2 ส่วนผู้ป่วยรายเก่าดื้อยาร้อยละ 19 ทำให้ต้องเสียค่ารักษาสูงกว่าเดิมเป็นร้อยเท่า จากหลักแสนบาทเป็นหลักล้านบาท ดังนั้น สธ.จึงได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติปี 2558-2562 เน้นหนัก 3 เรื่องคือ ค้นให้พบ จบด้วยหาย พัฒนาเครือข่ายและระบบดูแล เพื่อลดป่วย ลดตาย ลดขาดยา และป้องกันเชื้อดื้อยา โดยมีเป้าหมายลดอัตราผู้ป่วยรายใหม่ลงร้อยละ 20 จาก 170 ต่อแสนประชากรให้เหลือ 136 ต่อแสนประชากร ผู้ป่วยวัณโรคทุกคนจะได้รับการรักษาฟรี การรักษาจะช่วยตัดการแพร่เชื้อไปสู่คนรอบข้าง


ประเทศไทยมีผู้ป่วยวัณโรคเพิ่มขึ้นปีละกว่าแสนราย แต่เข้ารักษาแค่ 50% ก็หมายความว่า ทุกวันนี้มีผู้ป่วยที่สามารถแพร่เชื้อวัณโรคมากถึง 50,000 คนต่อปี ผู้ป่วยบางคนก็ไม่แสดงอาการให้เห็นและสามารถเป็นพาหะของเชื้อได้นานกว่า 15 ปี เชื้อวัณโรคนี้แพร่กระจายติดต่อได้ทางอากาศ จึงเป็นความเสี่ยงสูงต่อการแพร่กระจายในที่สาธารณชน โดยเฉพาะผู้ที่โดยสารเดินทางด้วยรถเมล์ รถตู้ ที่มีความแออัดชนิดที่ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร

ผู้ป่วยวัณโรคที่ได้กินยาตามกำหนดครบทุก 1 ปี ก็สามารถหายจากโรคนี้ได้ แต่ส่วนใหญ่หลงลืมบ้าง ขาดยาบ้าง ทำให้เป็นโรคเรื้อรังที่สร้างปัญหาใหม่ขึ้นมา อาทิเช่น เกิดการดื้อยา แพร่เชื้อวัณโรคให้ผู้ใกล้ชิด การติดตามผู้ป่วยให้รับการรักษาอย่างเคร่งครัด เป็นสิ่งที่แพทย์กระทำอยู่


เชื้อวัณโรค เป็นเชื้อแบคทีเรียประเภทหนึ่ง ที่ทำให้เกิดเจ็บป่วยในระบบทางเดินหายใจ ไมโคแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลซิส (Mycobacterium tuberculosis) หรือที่เรียกย่อๆว่า TB ชอบอยู่ในที่ที่มีออกซิเจนมากๆ เช่น ปอด เชื้อนี้จะทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการไอติดต่อกันเป็นเวลานานและเกิดแผลในปวดจนทำให้เสียชีวิตได้





วัณโรคเป็นโรคที่ติดต่อโดยการแพร่กระจายจากผู้ป่วยขณะไอ จาม หรือแม้กระทั่งการพูดคุย โดยเชื้อจะออกมาจากน้ำลายหรือละอองเสมหะและจะลอยอยู่ในอากาศได้เป็นเวลานาน โดยเฉพาะในที่ที่อากาศไม่ถ่ายเทหรือไม่ค่อยมีแสงส่องถึง เช่น ตลาดสด ห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนต์ ในเครื่องบิน ในรถประจำทาง เมื่อเราหายใจเอาเชื้อวัณโรคเข้าไปก็จะทำให้มีโอกาสติดเชื้อได้ ถ้าเป็นผู้ที่มีร่างกายแข็งแรง ร่างกายจะสามารถควบคุมเชื้อวัณโรคไว้ได้ด้วยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย แต่ถ้าเป็นผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ เช่น เด็ก คนชรา ผู้ที่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคไต ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบ่องพร่องอย่างเอดส์ ผู้ที่ติดยาเสพติดหรือสุรา ก็จะมีโอกาสป่วยเป็นวัณโรคได้สูงเมื่อได้รับเชื้อเข้าไป



เชื้อวัณโรคนี้สามารถล่องลอยปลิวฟุ้งอยู่ในอากาศได้ ถ้าผู้ป่วยที่มีเชื้อวัณโรคอยู่ในร่างกายเกิดไปบ้วนน้ำลาย ถ่มถุย จามหรือไอออกมา เชื่อวัณโรคที่มีอยู่ก็จะฟุ้งกระจายไปได้เป็นละอองฝอย เสมหะที่เปียกอยู่แห้งก็มีสิทธิ์ที่จะปลิวว่อนไปในอากาศได้หากมีกระแสลมพัดพาไป

เมื่อมีผุ้ไปสูดหายใจในระหว่างที่เชื้อวัณโรคปลิวว่อนอยู่เข้ามาไปในปอดก็จะทำให้ปอดเกิดอักเสบขึ้นมาในที่สุด เกิดป่วยวัณโรคไปได้อีกหนึ่งรายทันที บางส่วนของวัณโรคจะเล็ดลอดเจ้าไปในกระแสเลือดแล้วแพร่กระจายออกไปในอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย เช่น ปอด ลำไส้ กระดูก ไต สมอง มีโอกาสรับเชื้อวัณโรคทั้งนั้น


ระยะที่โรคแสดงอาการค่อนข้างจะล่าช้าและยาวนานมาก จึงทำให้ผู้ป่วยละเลยในการรักษากันไป คิดว่าคงจะไม่เป็นไรนัก มีแต่ผู้ที่มารับการรักษาที่มีอาการรุนแรงมากแล้วเป็นส่วนใหญ่ โดยมากผู้ป่วยจะได้รับเชื้อวัณโรคมาตั้งแต่เด็ก วัณโรคระยะนี้จึงถูกเรียกว่า “วัณโรคในเด็ก” หรือ “วัณโรคปฐมภูมิ” เชื้อโรคส่วนมากจะสงบนิ่งอยู่ภายในร่างกายตลอดไปไม่มีอาการผิดปกติอะไรเลย


โรคนี้รุกเงียบจริงๆ จะมีแสดงอาการอยู่บ้างก็เป็นผู้ที่มีความต้านทานน้อยอาการของโรคก็แสดงออกมาได้ ระยะหลังนี้เราเรียกว่า “วัณโรคผู้ใหญ่” หรือ “วัณโรคทุติยภูมิ” นั่นเอง ผู้ทีความต้านทานน้อยลงเชื้อวัณโรคก็จะกำเริบ ผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ่สุขภาพไม่ดี ร่างกายทรุดโทรมเชื้อวัณโรคจ้องเล่นงานเอาได้อย่างรวดเร็ว

วัณโรคมีอาการอย่างไรบ้าง?


  • อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
  • เบื่ออาหาร น้ำหนักลด
  • มีไข้ต่ำๆ หนาวสั่นและมีเหงื่อออกตอนกลางคืน
  • ในระยะแรกจะมีอาการไอแห้งๆ
  • ต่อมาจะไอมีเสมหะและจะไอมากในเวลาเข้านอน ตื่นนอนตอนเช้าและหลังอาหาร
  • ไอเรื้อรังนานกว่า 3 สัปดาห์ ในรายที่เป็นมากๆจะหอบหรือไอเป็นเลือดก้อนแดงๆหรือเลือดดำๆออกมาด้วย
  • เด็กมักมีอาการรุนแรงกว่าผู้ใหญ่เพราะมีภูมิคุ้มกันน้อย
  • ในรายที่เป็นน้อยๆผู้ป่วยบางคนอาจจะรู้สึกแน่นหรือเจ็บหน้าอกโดยไม่มีอาการไอ

วิธีป้องกันตัวจากการเป็นวัณโรค


  • รักษาร่างกายให้แข็งแรง
  • อยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเท เช่น ในห้องก็ควรจะเปิดหน้าต่างให้มีลมพัดเข้ามาบ้างเพราะการปิดห้องและเปิดแต่เครื่องปรับอากาศนั้นจะทำให้อากาศไม่หมุนเวียนและอาจเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อวัณโรคได้
  • เมื่อมีอาการไอควรสวมผ้าปิดปากเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่กระจายสู่ผู้อื่น
  • ควรรีบไปรักษาให้หายโดยเร็วที่สุดเพราะเมื่อคุณหายทุกคนก็ปลอดภัย ส่วนไหนของร่างกายที่ได้รับผล

ทางเลือกของการป้องกันตัวเองจากเชื้อวัณโรค

ในโรงพยาบาลจะมีการคัดแยกผู้ป่วยวัณโรคด้วยการเข้าพักในห้อง negative pressure แต่ก็มีราคาก่อสร้างสูงมาก ห้องประเภทนี้จึงมีจำกัด (ห้องแบบนี้ใช้คัดแยกคนไข้ติดเชื้อไวรัสรุนแรงด้วย) สำหรับพยาบาล ญาติหรือคนใกล้ชิดผู้ป่วย ก็ต้องระมัดระวังการรับเชื้อตัวนี้เช่นกัน มาตรการณ์ทั่วไปที่ใช้กัน ก็เช่นที่กล่าวในข้างบน




นอกเหนือจากวิธีดังกล่าว เคยมีการใช้รังสี UV หรือ โอโซนในระดับเข้มข้นสูงเกินกว่า 20 ppm (20 ส่วนใน 1,000,000 ส่วน) มาทำลายเชื้อวัณโรค แต่ก็ทำได้แค่บริเวณที่จำกัดและใช้ได้ในบริเวณไม่มีคนอยู่เท่านั้น (เป็นพิษต่อคน มีการกำหนดให้ใช้โอโซนตามที่อยู่อาศัยไม่เกิน 0.01 ppm)  นอกจากนี้ประสิทธิภาพในการทำลายต่ำลงเมื่ออากาศมีความชื้นสูงขึ้น (ไม่เหมาะกับประเทศแถบเอเชีย ที่มีความชื้นสูง)


นวตกรรมที่เกิดขึ้นมาปัจจบัน ทำให้บุคคลทั่วไปมีทางเลือกในการลดความเสี่ยงจากการรับเชื้อวัณโรคนี้บ้างแล้ว เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าใครที่เป็นพาหะของเชื้อวัณโรคอยู่บ้าง



ระบบอนุภาคพลาสม่าคลัสเตอร์ ที่สามารถทำลายเชื้อไวรัส เชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย จึงได้ถูกนำมาทดสอบว่าสามารถทำลายเชื้อวัณโรคได้หรือไม่


การทดสอบที่สถาบันโรคทรวงอก นนทบุรี ได้พบความจริงที่ว่า อนุภาคพลาสม่าคลัสเตอร์ระดับเข้มข้นจะทำลายเชื้อวัณโรคที่นำมาจากตัวอย่างห้องคนไข้ได้อย่างมีนัยสำคัญ การนำเครื่องฆ่าเชื้อโรคทางอากาศระบบนี้ก็เป็นการลดความเสี่ยงของบุคคลทั่วไปในตอนนี้








ผลการทดสอบว่าพลาสม่าคลัสเตอร์สามารถทำลายเชื้อวัณโรคได้ ถูกตีพิมพ์ในวารสารสมาคมโรคทรวงอกแห่งประเทศไทย และถูกนำเสนอในที่ประชุม สหพันธุ์แพทย์โรคทรวงอกแห่งโลก ที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน





เครื่องฆ่าเชื้อโรคทางอากาศระบบพลาสม่าคลัสเตอร์ ได้ถูกนำมาติดตั้งในโรงพยาบาล เพื่อลดความเสี่ยงต่อบุคลากรการแพทย์ ที่ต้องเสี่ยงภัยต่อการรับเชื้อวัณโรคโดยไม่รู้ตัว