แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สะเก็ดเงิน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สะเก็ดเงิน แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

โรคเรื้อรัง... สะเก็ดเงิน คืออะไร รักษาไม่หายจริงหรือ

โรคสะเก็ดเงินคืออะไร



สะเก็ดเงิน (psoriasis) เป็นโรคผิวหนังที่พบบ่อย เป็นได้ทุกเพศทุกวัย พบราวร้อยละ ๒ ของประชากรทั่วไป อาจมีปัจจัยทางพันธุกรรมมาเกี่ยวข้องเพราะมักพบประวัติครอบครัว โรคนี้ไม่ใช่โรคติดต่อ และไม่ได้เกิดจากภูมิแพ้ โรคนี้มักเริ่มเป็นในช่วงวัยรุ่นตอนปลายและช่วงอายุ ๔๐-๕๐ ปี เพศหญิงและชายพบได้เท่าๆ กัน โรคนี้อาจเป็นน้อยจนผู้ป่วยเองอาจไม่สังเกตเห็น แต่บางรายเป็นมากจนถึงขั้นต้องเข้านอนโรงพยาบาล และอาจมีอาการคันร่วมด้วยหรือไม่มีก็ได้ ร้อยละ ๕ ของผู้ป่วยสะเก็ดเงินจะมีอาการปวดข้อ และข้ออักเสบร่วมด้วย






ลักษณะของโรคสะเก็ดเงิน


โรคสะเก็ดเงินของผิวหนังมีลักษณะเป็นปื้นนูนแดง มีขุยหนาสีขาวเงิน ขอบเขตของผื่นสังเกตเห็นชัดเจน มักเป็นผื่นทั้ง ๒ ข้างของร่างกายเท่าๆ กัน ถ้าเป็นที่บริเวณซอกพับ (เช่น รักแร้ ขาหนีบ) อาจไม่ค่อยเป็นขุย






ตำแหน่งที่พบผื่นของโรคสะเก็ดเงินบ่อยคือ ข้อศอก หัวเข่า บางรายเป็นที่สะดือ ร่องก้น หรือหนังศีรษะ แต่ก็อาจเป็นที่ตำแหน่งอื่นๆ ของร่างกายโดยมีลักษณะที่ต่างกันออก                                                                              



สามารถแบ่งโรคสะเก็ดเงินตามลักษณะอาการแสดงดังนี้ คือ
                                                                                    
- โรคสะเก็ดเงินชนิดปื้นหนาเป็นเรื้อรัง พบบ่อยที่ข้อศอก หัวเข่า หรือหลังส่วนล่าง                                  
- โรคสะเก็ดเงินที่ซอกพับ ปื้นมักเรียบไม่มีขุย                                                                                      
- โรคสะเก็ดเงินบริเวณหนังศีรษะ                                                                                                              
- โรคสะเก็ดเงินรูปหยดน้ำ เป็นผื่นเล็กๆ จำนวนมากคล้ายหยดน้ำ มักกำเริบขึ้นรวดเร็ว                              
- โรคสะเก็ดเงินที่คาบเกี่ยวกับโรคเซ็บเดิร์ม (sebopsoriasis) มักเป็นที่หนังศีรษะ ใบหน้า หู และหน้าอก  
- โรคสะเก็ดเงินของฝ่ามือ ฝ่าเท้า                                                                                                              
- โรคสะเก็ดเงินของเล็บ เล็บจะมีหลุมเล็กๆ เล็บร่อนเผยอ เล็บเหลือง เล็บเป็นลูกคลื่น (ภาพที่ ๒)
- โรคสะเก็ดเงินของช่องปาก มีขุยลอกในปาก ผู้ที่เป็นโรคสะเก็ดเงินของผิวหนังอย่างรุนแรงมักพบบ่อย  
- โรคสะเก็ดเงินชนิดเป็นตุ่มหนอง อาจเป็นทั่วร่างกาย หรือเป็นเฉพาะที่ฝ่ามือฝ่าเท้า                                
- โรคสะเก็ดเงินชนิดผื่นแดง พบผื่นแดงทั่วตัว                                                                                            
- โรคสะเก็ดเงินที่ข้อ มีอาการปวดบวมของข้อร่วมด้วย

1. ชนิดเป็นปื้นหนา เป็นชนิดของผื่นสะเก็ดเงินที่พบได้บ่อยที่สุด มักพบเป็นผื่นปื้นแดง ขอบเขตชัดเจน มีขุยหนา ซึ่งบางครั้งมองเห็นเป็นขุยสีเงิน จึงเป็นที่มาของชื่อโรคที่เรียกว่า สะเก็ดเงิน นอกจากนี้อาจมีอาการคันร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้ ผื่นมักกระจายตัวอยู่ตามข้อศอก เข่า ก้นกบ หนังศีรษะ หรือกระจายทั่วตัวได้ ซึ่งในกรณีที่โรคมีความรุนแรงมาก ผื่นแดงกระจายทั่วร่างกาย ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดแสบบริเวณผื่น หรือจนมีไข้ร่วมด้วยได้

2. ชนิดเป็นผื่นเล็ก ๆ กระจาย เป็นผื่นสะเก็ดเงินชนิดที่มักพบได้หลังจากมีอาการเจ็บป่วย ไม่สบาย เช่น หลังจากมีอาการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนประมาณ 2-3 สัปดาห์ ก็อาจพบได้ ผื่นนี้มักพบได้ในเด็ก ในวัยรุ่น มีลักษณะผื่นเป็นผื่นสีแดงขนาดเล็กไม่เกิน 1.5 เซนติเมตร มีขุยไม่มากนัก และมีผื่นกระจายทั่วไปตามตัว แขน และขา อาจพบได้ตั้งแต่ในครั้งแรกของการเป็นสะเก็ดเงิน หรือพบเมื่อผื่นกำเริบหลังจากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นสะเก็ดเงินมาแล้วก็เป็นได้

3. ชนิดเป็นตุ่มหนอง ผื่นสะเก็ดเงินชนิดนี้ มักจะมีลักษณะเป็นตุ่มหนองกระจายตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่นกระจายตามตัว แขนขา หรือกระจายเฉพาะที่ ที่บริเวณฝ่ามือฝ่าเท้าเท่านั้นก็ได้ ซึ่งในการวินิจฉัยจำเป็นต้องซักประวัติเพิ่มเติม ทั้งประวัติการใช้ยา การเจ็บป่วยอื่น ๆ ตลอดจนการตรวจร่างกายที่ละเอียดเพื่อการวินิจฉัยแยกโรคกับโรคอื่น ๆ ที่อาจมีลักษณะผื่นคล้ายคลึงกัน นอกจากนี้ ในบางกรณีอาจจำเป็นต้องสะกิดชิ้นเนื้อทางผิวหนังส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรคด้วย และในกรณีที่มีอาการรุนแรงมาก ผู้ป่วยก็อาจมีผิวหนังลอก แสบผิวหนัง และมีไข้ร่วมด้วยได้

4. ชนิดเป็นผื่นแดงทั่วตัว ผื่นสะเก็ดเงินชนิดนี้พบได้ไม่บ่อยนัก แต่มีความรุนแรงมาก โดยจะพบเป็นผื่นแดงอยู่เกือบทั่วทั้งตัว โดยมีพื้นที่ของผื่นมากกว่าร้อยละ 90ของพื้นที่ผิวทั้งหมดของร่างกาย อาจมีขุยหรือไม่มีก็ได้ แต่มักมีอาการทางระบบอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ไข้สูง อ่อนเพลีย ขาดน้ำและเกลือแร่ เนื่องจากร่างกายสูญเสียความร้อนไปทางบริเวณรอยโรคสะเก็ดเงินที่กระจายอยู่ทั่วตัว



รู้จักโรคสะเก็ดเงิน





1. หลังจากผื่นสะเก็ดเงินที่ผิวหนังหาย อาจมีรอยด่างดำ ด่างขาว ซึ่งจะค่อยๆ จางหายไป และโรคนี้ไม่ทำให้เกิดแผลเป็นที่ผิวหนัง

2. สาเหตุของโรคนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่พบว่ามีปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้องคือ
                                                                            
- พันธุกรรม ประมาณร้อยละ ๕๐ ของผู้ป่วยอาจมีคนในครอบครัวเป็นโรคนี้เช่นกัน                                    
- พบว่าความเครียดทั้งทางร่างกายและจิตใจอาจกระตุ้นให้สะเก็ดเงินกำเริบ                                            
- การติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น สเตร็ป (ต่อมทอนซิลอักเสบ) อาจกระตุ้นให้เกิดโรคสะเก็ดเงินรูปหยดน้ำ การติดเชื้อยีสต์อาจทำให้เกิดโรคสะเก็ดเงินชนิดเป็นที่ซอกพับ การติดเชื้อเกลื้อนอาจก่อโรคสะเก็ดเงินชนิดที่คาบเกี่ยวกับโรคเซ็บเดิร์มที่หนังศีรษะ
- การบาดเจ็บสัมผัสเสียดสีที่ผิวหนัง เช่น นุ่งกางเกงคับๆ อาจมีส่วนทำให้เป็นปื้นขึ้นมา
- มียาหลายตัวที่อาจกระตุ้นโรคสะเก็ดเงิน เช่น ยาต้านอาการซึมเศร้า (lithium) ยาลดความดันโลหิต (beta blockers) ยาต้านมาลาเรีย (hydroxychloroquine) ยาแก้ปวดประเภทที่ไม่ใช่สตีรอยด์ (nonsteroidal anti-inflammatory drugs หรือเรียกย่อว่า NSAIDs) นอกจากนั้น ถ้ามีการใช้สตีรอยด์ทั้งในรูปยาทายากินอยู่ก่อนแล้ว การหยุดยาอาจทำให้ผื่นกำเริบ


3. โดยทั่วไปรังสียูวีในแสงแดดมักทำให้อาการดีขึ้น

4. พบว่าโรคอ้วน และภาวะดื้อต่ออินซูลินที่นอกจากจะเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานแล้ว ยังอาจมีส่วนทำให้โรคสะเก็ดเงินกำเริบขึ้น ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินหลายคนเป็นคนอ้วนหรือเป็นโรคอ้วน โรคสะเก็ดเงินยังเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดแข็งตัว (atherosclerosis) ที่อาจนำไปสู่อาการเจ็บหน้าอก และกล้ามเนื้อหัวใจตาย หรือหลอดเลือดในสมองแตก

5. การดื่มแอลกอฮอล์สัมพันธ์กับการเกิดโรคสะเก็ดเงินชนิดที่กำเริบมาก ดังนั้น ผู้ป่วยโรคนี้ควรงดดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด

6. ปัจจุบันยังไม่มีทางรักษาโรคนี้ให้หายขาดและไม่กลับเป็นซ้ำได้ แต่ผู้ป่วยโรคนี้ส่วนใหญ่ถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้องก็อาจทำให้อาการของโรคบรรเทาลงได้มาก อย่างไรก็ตาม โรคสะเก็ดเงินรูปหยดน้ำอาจมีการกำเริบแค่ครั้งเดียว และไม่กลับเป็นอีกเลยก็ได้




สะเก็ดเงินจะเกิดจากกรรมพันธุ์ หรือทำเองแต่ไม่รู้ หรือการใช้ยาสเตียรอยด์ทาที่ผิวหนัง เป็นสิ่งที่สุดจากคาดเดา ทุุกคนเชื่อว่าไม่มีทางหายขาดทางการแพทย์หรือใช้ยาปัจจุบัน


แต่บางกรณีพบได้ว่า หากหลีกเลี่ยงสารเคมีหรือสเตียรอยด์หรือสิ่งกระตุ้นต่างๆ หันมาใช้วิธีการเลียนแบบธรรมชาติ  ไม่ใช้ยาแก้คัน หยุดใช้ยาที่มีสารเคมี รวมถึงครีมผีบอกที่ว่าเห็นผลทันที



ท่องคาถาไว้เลย "งานนี้ไม่มีหายทันที ยาก็แค่บรรเทา สเตียรอยด์ให้งด "


แล้วหันมาใช้ครีมธรรมชาติขัดถูเพื่อให้ผิวหนังหลุดลอกตามธรรมชาติ ก็มีโอกาสประสพความสำเร็จในการบรรเทาไปได้ ขึ้นกับความอดทนในการปฎิบัติตัวและวิธีการ ... โลกนี้ยังมีความหวังเสมอ


เคยเห็นบางรายใช้วิธีการตามธรรมชาติ แต่เพิ่มการขัดถูด้วยสารสกัดธรรมชาติ (ไม่มีสารเคมีหรือสเตียรอยด์) ทำให้ผิวหนังชั้นบนที่เสีย หลุดลอกออกไป แล้วผิวชั้นล่างก็จะเติบโตดันขึ้นมาจากเนื้อชั้นล่าง ด้วยการถูนวดบ่อยๆพร้อมกับครีมนี้ เคล็ดลับของครีมนี้ก็คือผู้ที่ใช้ครีมนี้ ต้องขยันอดทนในการถูนวด หลายอาทิตย์จะเริ่มเห็นผล เริ่มจากการที่ผิวหนังบริเวณที่เป็นจะตึง มีขุยคัน ให้ทาถูนวดต่อไปผิวหนังบริเวณนั้นก็จะดีขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ


Before / After หลังจากใช้ครีมขาวของแอมโบรเซีย




บน Before / ล่าง After หลังจากใช้ครีมขาวของแอมโบรเซีย







มาดูหลักการของวิธีเลียนแบบธรรมชาติแล้ว ก็ไม่ใช่ความลับมากมาย เพราะการขัดถูบ่อยๆด้วยครีมสูตรนี้ ทำให้เกิดการขัดลอกของผิวชั้นนอกแบบไม่อันตราย (เพราะไม่ใช้กรดหรือสารกัดแบบที่มีในตลาด) แล้วรอให้ผิวหนังชั้นล่างที่ดีอยู่ ขึ้นมาแทนที่ แต่วิธีนี้ต้องอาศัยความอดทนจากผู้ใช้เหมือนกัน ต้องรอผลลัพธ์ที่เกิดดีขึ้น หลายอาทิตย์จนถึงหลายเดือน (แล้วแต่สภาพหนักเบาของสะเก็ดเงิน) ความได้เปรียบอีกแบบหนึ่งของสูตรนี้ คือการทำให้ผิวหนังนุ่ม แผลเป็นแข็งๆที่ปรากฎ จะจางลงไปเรื่อยๆ คืนสภาพผิวหนังกลับสู่ปกติ

















รังแคบนศีรษะ เกิดขึ้นได้อย่างไร

รังแคเกิดจากการหลุดลอกของผิวหนังส่วนบนของหนังศีรษะ หากเปรียบเทียบก็เหมือนกับผิวหนังมีขี้ไคล โดยปกติแล้ว 



ผิวหนังชั้นบนของคนเราจะมีการผลัดเซลล์อยู่ตลอดเวลา



ขุยสีขาวบนหนังศีรษะ หรือที่เรียกกันว่า รังแคสามารถพบได้บ่อยในประชากรทั่วไป มักมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ และมีอาการคันที่ส่งผลต่อบุคลิกภาพ รวมทั้งคุณภาพชีวิต บางรายเป็นมากจนเห็นเป็นขุยขาว ๆ ลามออกมานอกหนังศีรษะ เช่น บริเวณไรผมและหน้าผาก หรือเห็นชัดบริเวณหนังศีรษะภายหลังจากตัดผมสั้น คำถามที่พบบ่อยคือ ขุยสีขาวบนหนังศีรษะแบบนี้ ใช่รังแคปกติหรือไม่ หรือเป็นโรคอื่นใด?”

รังแคเกิดจากการหลุดลอกของผิวหนังส่วนบนของหนังศีรษะ หากเปรียบเทียบก็เหมือนกับผิวหนังมีขี้ไคล โดยปกติแล้ว ผิวหนังชั้นบนของคนเราจะมีการผลัดเซลล์อยู่ตลอดเวลา แต่หากหนังศีรษะมีโรคบางอย่าง อาจทำให้มีการหลุดลอกของหนังศีรษะมากเกินไปจนเป็นขุยเต็มศีรษะได้ ซึ่งโรคที่พบได้บ่อย ได้แก่ โรคผื่นผิวหนังอักเสบ โรคเชื้อราบนหนังศีรษะ และที่คนส่วนใหญ่กลัวกันมากคือ โรคสะเก็ดเงิน

โรคสะเก็ดเงินเป็นโรคผิวหนังเรื้อรังอย่างหนึ่ง ที่พบได้ 1-3% ของประชากรทั้งหมด โดยมักมีผื่นเป็นปื้นแดง มีขุยสีขาวหนากระจายตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น ตามข้อเข่า ข้อศอก หลัง ก้นกบ และมักมีผื่นขุยบนหนังศีรษะร่วมด้วยได้มากถึง 80% ของผู้ป่วยสะเก็ดเงินทั้งหมด อีกทั้งกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน ขุยบนหนังศีรษะจะเป็นอาการเริ่มแรกของโรคสะเก็ดเงินได้
ขุยบนหนังศีรษะของโรคสะเก็ดเงินต่างจากขุยรังแคทั่วไปอย่างไร?

ขุยบนหนังศีรษะของโรคสะเก็ดเงิน มักเป็นขุยสีขาวหนา ที่มีขอบเขตชัดเจนบนหนังศีรษะ อีกทั้งส่วนมากจะมีปื้นขุยเลยขอบไรผมได้ อาจมีอาการคันร่วมด้วย แต่โดยทั่วไปไม่ทำให้ผมร่วง ในขณะที่ขุยรังแคทั่วไป มักจะไม่เป็นขุยหนานัก ไม่เห็นขอบเขตชัดเจน ไม่เป็นแนวเลยไรผม และอาจทำให้ผมร่วงได้
ขุยบนหนังศีรษะโรคสะเก็ดเงิน สามารถรักษาได้อย่างไร

1) หลีกเลี่ยงการแกะเกา เพราะจะยิ่งเป็นการกระตุ้นให้มีการลอกของหนังศีรษะ มีขุยมากขึ้น

2) หลีกเลี่ยงการดื่มสุรา แอลกอฮอล์ เพราะเป็นสิ่งกระตุ้นให้โรคสะเก็ดเงินเห่อได้ ทั้งในส่วนของผิวหนังและหนังศีรษะ

ิิ3) ทำใจให้สบาย พักผ่อนออกกำลังกายให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงความเครียดและการอดนอน

4) การหมักละลายขุยที่หนังศีรษะ เช่น การใช้ยาละลายขุยและน้ำมันบางชนิด โดยอาจหมักไว้ที่หนังศีรษะ แล้วคลุมด้วยถุงครอบพลาสติกข้ามคืน แนะนำให้ทำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ซึ่งการละลายขุยที่หนังศีรษะนี้เป็นส่วนสำคัญมากในการรักษา เพราะเมื่อขุยละลายออกได้มาก ก็จะช่วยให้หนังศีรษะสามารถดูดซึมยาที่ลดการอักเสบอื่น ๆ ได้ดีขึ้น

5) การใช้แชมพูยา เพื่อลดการอักเสบของหนังศีรษะ ควรสระผมอย่างน้อย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์

6) การใช้ยาทาเฉพาะที่ เพื่อลดการอักเสบของหนังศีรษะ อย่างไรก็ตาม ยาเหล่านี้มักมีข้อจำกัดในการใช้ ควรใช้ภายใต้การแนะนำและควบคุมของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

7) การใช้ยารับประทาน และการใช้ยาฉีดชีวภาพ มักใช้ในกรณีที่เป็นผื่นหนา เป็นมาก และดื้อต่อการรักษาอื่น ๆ

8) การฉายแสงรังสีอัลตร้าไวโอเลตเฉพาะที่ ต้องทำหลายครั้งเพื่อให้ผื่นดีขึ้น
เมื่อมีขุยที่หนังศีรษะ การจะบอกว่าเป็นรังแคปกติ หรือเป็นอาการเริ่มต้นของโรคสะเก็ดเงิน ผู้ป่วยอาจไม่สามารถประเมินได้เอง ดังนั้น การไปพบแพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจวินิจฉัยจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุด ไม่ควรซื้อยามาทาเอง เพราะยาแต่ละชนิดก็มีผลข้างเคียง และข้อจำกัดที่แตกต่างกัน

ปัจจุบันมีการรักษาด้วยวิธีการธรรมชาติ เป็นทางเลือกอีกอย่างหนึ่ง โดยการหยุดใช้แชมพู ครีมนวดผม ที่มักผสมสารเคมี เช่น 



SLS , SLES ที่เป็นสาเหตุของการทำลายผิวหนังศีรษะ (สารเคมีตัวนี้จะใส่เพื่อทำให้เกิดฟอง เหมือนกับสารเคมีที่ใช้ในผงซักฟอกตามบ้าน) แล้วหันมาใช้ครีมหรือเจลที่ทำความสะอาดเส้นผม หนังศีรษะ แบบที่ปลอดภัยกว่า ... อย่างไรก็ตาม มีแชมพูสมุนไพรหรือธรรมชาติ ที่ไม่ยอมบอกสูตร แหล่งที่มาไม่ชัดเจน พวกนี้ก็ต้องระวังเช่นกัน ไม่งั้นอาจเป็นการหนีเสือปะจระเข้แทน



เคยดูฉลากข้างขวดแชมพูหรือยัง ว่ามีสารเคมีที่ระคายเคืองหนังศีรษะ เช่น SLS , SLES หรือเปล่า แล้วคุณอาจจะประหลาดใจ ที่พบสารเคมีระคายเคืองทำลายผิวหนังพวกนี้ในแชมพูอ่อนโยนสำหรับเด็ก
รวมถึงแชมพูที่บอกว่าอ่อนโยนๆ หลากหลายยี่ห้อดังระดับโลก 



 และจะยิ่งประหลาดใจอีก เมื่อคุณพบสารที่ว่านี้ ผสมในน้ำยาล้างจาน เสมือนว่าสระผมแล้วสะอาดเหมือนใช้น้ำยาล้างจาน แบบเดียวกันเลย




ร่างกายคนเราจะสร้างสมดุลย์ด้วยตัวเอง เมื่อมีการทำลายสิ่งสกปรกบนศีรษะพร้อมกับกวาดสิ่งปกคลุมปกป้องผิวศีรษะออกไปด้วย หนังศีรษะก็จะสร้างไขมันออกมามากขึ้น เพื่อต่อต้านการขาดไปจากการใช้สารเคมีชะล้างผม เส้นผมก็จะมันขึ้นเรื่อยๆ สกปรกง่ายและคัน รวมถึงรูขุมขุนต่างๆที่ถูกทำลายด้วยสารเคมีในแชมพูที่ใช้ เซลล์ผิวศีรษะก็ถูกกด ทำให้คันศีรษะ ผมร่วง อาการเหล่านี้จะตามมา หนักขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีเชื้อราขึ้นมาซ้ำซ้อน ก็กลายเป็นปัญหาระดับชาติของเส้นผมร่วง ศีรษะล้าน มีรังแคมาก คันขุย

สิ่งเหล่านี้เกิดจากน้ำมือมนุษย์ ที่ทุกท่านเป็นผู้ก่อให้เกิดขึ้น โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

แชมพูสมุนไพรก็เข้ามาเป็นทางเลือกของธรรมชาติบำบัด แต่ท่านก็ต้องแน่ใจว่าแชมพูเหล่านั้นไม่มีสารเคมีจริงๆ ไม่ใช่ว่าใส่สารทำให้เกิดฟอง หรือสารสเตียรอยด์ โดยไม่บอกในฉลาก แต่เมื่อนำไปใช้ได้ผลชะงัด แก้คันแก้ร่วงได้ช่วงแรก หลังจากใช้ไปสักระยะ ปัญหาเดิมๆจะเกิดขึ้นใหม่และหนักกว่าเดิม แสดงว่าผลิตภัณฑ์นั้นมีปัญหาแล้ว

ผลิตภัณฑ์อีกประเภทคือ เจลทำความสะอาดด้วยสารสกัดธรรมชาติ พวกนี้จะไม่มีสารเคมีระคายเคือง เหมาะกับคนที่ผมเสีย มีปัญหารังแค คัน เพราะใช้สารมาชะล้างสิ่งสกปรกแล้วก็มีแว็กซ์คลุมเส้นผมอีกรอบ ทำให้เส้นผมนิ่ม มีน้ำหนัก ไม่แตกเปราะ  แต่ก็มีข้อเสียที่ไม่มีฟอง (เพราะไม่ใส่สารทำให้ฟอง) ทำให้คนเข้าใจผิดว่าสระแล้วไม่สะอาด



แต่เมื่อลองใช้เจลใสแบบสารสกัดธรรมชาติไประยะหนึ่งแล้ว พบว่าทำให้ผมมีน้ำหนัก แวววาว เส้นผมที่หยุดงอกไปนานกับงอกขึ้นมาเอง อย่างที่ไม่เคยเจอ 




ตัวอย่างของคนที่มีปัญหาเส้นผมร่วง ใช้ครีมใช้สารเคมีมากว่า 20 ปีแล้วไม่ได้ผล มาลองใช้ครีมเลียนแบบธรรมชาติดู เส้นผมดำขึ้น และเซลล์หนังศีรษะเริ่มทำงานใหม่อีกครั้ง


ทำให้คิดว่าเราควรหยุดการใช้แชมพูสารเคมีหรือยัง เพื่อหยุดทำลายเส้นผมของเราเอง