แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สเตียรอยด์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สเตียรอยด์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ตรวจสเตียรอยด์ปนปลอมในผลิตภัณฑ์สมุนไพร…ไม่ยากอย่างที่คิด

รู้จักกับสเตียรอยด์

สเตียรอยด์เป็นสารประเภทฮอร์โมนที่ร่างกายสร้างขึ้น มีประโยชน์ในการควบคุมการเปลี่ยนสภาพของสารคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน ตลอดจนควบคุมสมดุลของเกลือแร่ อิเล็กโทรไลต์ และน้ำในร่างกาย และสามารถบรรเทาการอักเสบได้ จึงได้มีการสังเคราะห์ขึ้นเพื่อนำมาใช้เป็นยา ที่มีประโยชน์หลายด้านทั้ง ต้านการอักเสบ ใช้เป็นยากดภูมิคุ้มกัน และใช้ในผู้ที่ขาดฮอร์โมนประเภทนี้ จัดได้ว่าเป็นยาที่มีสรรพคุณดีมาก สามารถใช้รักษาโรคได้หลายชนิด เช่น โรคลูปูส หรือโรคเอส แอล อี (โรคพุ่มพวง) โรคผิวหนังที่เกิดจากการแพ้ โรคหืด เป็นต้น โดยในรูปยามีชื่อว่า เพรดนิโซโลน (prednisolone), เด็กซ์ซาเมทาโซน (dexamethasone) เป็นต้น

อันตรายของสเตียรอยด์

แม้สเตียรอยด์จะเป็นสารภายในร่างกายแต่เมื่อนำมาใช้เป็นยา จะต้องใช้ตามความจำเป็นเท่านั้น มิฉะนั้นจะเกิดอันตราย ยิ่งถ้าได้รับสเตียรอยด์เป็นเวลานานหรือในขนาดสูงมากจะยิ่งเป็นอันตรายมากขึ้น อันตรายที่จะเกิดขึ้นนั้น ได้แก่ ความดันโลหิตสูง เพิ่มน้ำตาลในเลือด กระดูกพรุน ต้อหิน ต้อกระจก เกิดแผลในกระเพาะอาหาร ผิวบาง หน้ากลมเป็นวงพระจันทร์ หลังเป็นหนอก เป็นต้น ซึ่งเมื่อหยุดสเตียรอยด์กระทันหันจะเกิดอาการขาดสเตียรอยด์ ความดันโลหิตลดต่ำ น้ำตาลในเลือดตกลง ตามมาด้วยการเป็นลมหมดสติ

ป้องกันอันตรายจากยาสเตียรอยด์ที่ปนปลอมในผลิตภัณฑ์สมุนไพร

ยาสเตียรอยด์มักพบปนปลอมในยาชุด ยาลูกกลอน ยาสมุนไพร ยาต้ม ยาหม้อ ยาพระ รวมทั้งยาที่อวดอ้างสรรพคุณว่ารักษาได้สารพัดโรค ทั้งนี้เนื่องจากยาสเตียรอยด์เป็นยาที่มีคุณอนันต์ แต่โทษมหันต์ มีผลต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกาย ดังได้กล่าวมาแล้ว ทำให้ผู้ที่ได้รับยาสเตียรอยด์อาจเห็นผลในการบรรเทาอาการได้อย่างรวดเร็ว รู้สึกพึงพอใจ จึงทำให้อาจละเลยการรักษาที่สาเหตุของโรคโดยตรง แต่ยิ่งใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานมากขึ้นเท่าใด อาการไม่พึงประสงค์ของยาสเตียรอยด์ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น พร้อมกับความรุนแรงของโรคที่มากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น หากจะใช้ยาลูกกลอน ยาสมุนไพร เหล่านั้น จึงควรดูเครื่องหมาย อย. ก่อนเลือกซื้อยาดังกล่าว หากไม่มีเครื่องหมาย อย. แปลว่า ไม่ได้รับการรับรองคุณภาพจากหน่วยงานของรัฐ ฉะนั้นจึงควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไม่มียาสเตียรอยด์ปนปลอม

การตรวจสอบยาสเตียรอยด์ปนปลอม

หากท่านต้องการใช้ยาลูกกลอน ยาสมุนไพร ยาต้ม ยาหม้อ ยาพระ เหล่านั้น แต่ไม่แน่ใจว่ามียาสเตียรอยด์ปนปลอมมาหรือไม่ ท่านตรวจสอบการปนปลอมยาสเตียรอยด์ได้อย่างง่าย ๆ โดยใช้ “ชุดตรวจสอบสเตียรอยด์” ผลิตและจำหน่ายโดย ศูนย์ชุดทดสอบและผลิตภัณฑ์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เป็นวิธีการตรวจสอบเบื้องต้น สำหรับตรวจสารสเตียรอยด์ชนิดเด็กซ์ซาเมทาโซนและเพร็ดนิโซโลนที่ปนปลอมในยาแผนโบราณ ใช้การแยกสารด้วย Thin-Layer Chromatography และตรวจสอบด้วยกระดาษทำให้เกิดสีซึ่งจะเปลี่ยนสีของสารสเตียรอยด์ เป็นสีม่วง ปริมาณต่ำสุดที่ตรวจพบได้ คือ 2 ไมโครกรัม1




ทั้งนี้เนื่องจากชุดทดสอบแบบเดิม มีขั้นตอนการเตรียมตัวอย่างหลายขั้นตอน ต้องใช้เครื่องมือพิเศษ และผู้ชำนาญการในการทดสอบและอ่านผล ทำให้ยุ่งยาก เสียเวลา ปัจจุบันกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จึงได้ทำการพัฒนาวิธีการตรวจให้ง่ายขึ้น สามารถนำไปใช้ในภาคสนาม และประชาชนทั่วไปสามารถนำไปใช้ตรวจสอบได้ด้วยตัวเอง ซึ่งจะส่งผลให้การคุ้มครองผู้บริโภคทุกพื้นที่เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น ชุดทดสอบนี้คือ “DMSc Steroid” เป็นชุดทดสอบสำหรับใช้ในการตรวจสอบเบื้องต้นสำหรับเด็กซ์ซาเมทาโซน และเพร็ดนิโซโลน ซึ่งทดสอบได้ง่ายกว่าชุดทดสอบแบบเดิม ลักษณะการตรวจเป็นแบบให้เชิงคุณภาพ โดยใช้เทคนิคอิมมูโนโครมาโทกราฟี (Immunochromatography) ปริมาณต่ำสุดที่สามารถตรวจวัดได้สำหรับเด็กซ์ซาเมทาโซน เท่ากับ 1 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร และสำหรับ เพร็ดนิโซโลน เท่ากับ 50 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร วิธีการตรวจสอบ มีดังนี้ คือ ถ้าตัวอย่างยาสมุนไพรเป็นยาเม็ด ให้บดให้แตกละเอียด หรือใช้กรรไกรสะอาดตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ ตักตัวอย่างด้วยหลอดพลาสติกสำหรับตักตัวอย่าง หรือหลอดหยดตัวอย่างที่เป็นของเหลวลงในหลอดทดสอบพลาสติก จากนั้นให้หยดน้ำยาจากขวดบรรจุน้ำยาละลายตัวอย่างลงในหลอดทดสอบที่ใส่ตัวอย่างยาสมุนไพร แล้วปิดจุกพลาสติกให้แน่น จากนั้นเขย่าให้เข้ากันประมาณ 3 นาที ตั้งทิ้งไว้จนเกิดการแยกชั้น จากนั้นดูดน้ำยาส่วนใสไม่ให้มีฟองอากาศ และหยดลงในหลุมทดสอบในลักษณะตั้งตรงทีละหยด จำนวน 4 หยด อ่านผลการทดสอบภายใน 10-15 นาที แล้วสังเกตผล โดยหากพบว่า เป็นเส้นสีแดง 2 เส้น แสดงว่า ไม่มีการปนปลอมของยาสเตียรอยด์ในยาสมุนไพรที่ทดสอบ แต่ถ้าเห็นเป็นเส้นสีแดง 1 เส้น แสดงว่า มีการปนปลอมของสารสเตียรอยด์2 (รูปที่ 2) ชุดทดสอบนี้หาซื้อและสอบถามได้ที่ ศูนย์ชุดทดสอบและผลิตภัณฑ์ ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โทรศัพท์ 0-2951-0000 ต่อ 98450



นอกจากชุดทดสอบที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น การตรวจสอบการปนปลอมยาสเตียรอยด์ เด็กซ์ซาเมทาโซน และเพร็ดนิโซโลน ในตัวอย่างผลิตภัณฑ์สมุนไพรจำนวนมาก สามารถใช้ “วิธีรงคเลขผิวบาง (Thin layer chromatography, TLC)” ซึ่งเป็นวิธีที่ง่าย สะดวก ตรวจสอบได้หลาย ๆ ตัวอย่างในเวลาเดียวกัน วิธีนี้เป็นวิธีที่ห้องปฏิบัติการในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ใช้ในการวิเคราะห์เชิงคุณภาพและปริมาณของวัตถุดิบสมุนไพร และผลิตภัณฑ์สมุนไพร วิธี TLC มีหลักการคือ การแยกสารตามหลักการโครมาโทกราฟี ที่มีวัฏภาคคงที่ และวัฏภาคเคลื่อนที่ หลังจากนั้นจะตรวจสอบสารด้วยน้ำยาพ่นเฉพาะ ในกรณีการตรวจสอบการปนปลอมยาสเตียรอยด์ เดกซ์ซาเมธาโซน และเพร็ดนิโซโลน ระบบ TLC ที่จะแนะนำ คือ วัฏภาคคงที่ Silica gel GF254 ส่วนวัฏภาคเคลื่อนที่ อาจจะเป็น dichloromethane : methanol อัตราส่วน 9:1 หรือ toluene : ethyl acetate : formic acid อัตราส่วน 50:45:10 น้ำยาพ่นที่ใช้คือ tetrazolium blue ซึ่งถ้ามีการปนปลอมสเตียรอยด์ จะเกิดเป็นแถบสีม่วงน้ำเงิน ในระยะเดียวกับสเตียรอยด์ที่ใช้เป็นสารเปรียบเทียบ โดยทั่วไปสมุนไพรมักจะมีสารกลุ่มสเตียรอยด์ที่พืชสร้างขึ้นมาเอง เช่น beta-sitosterol, stigmasterol, campesterol แต่สารดังกล่าวจะมีค่า Rf ที่มากกว่ายาสเตียรอยด์สังเคราะห์ เนื่องจากมีขั้วน้อยกว่า และจะไม่ให้ผลบวกกับน้ำยาพ่น tetrazolium blue เป็นสีม่วงน้ำเงิน บางครั้งผลของทีแอลซีโครมาโทแกรมของตัวอย่างที่นำมาตรวจสอบอาจจะมีแถบสารที่มีค่า Rf เท่ากับหรือใกล้เคียงกับยาสเตียรอยด์เมื่อตรวจสอบภายใต้แสงอัลตราไวโอเลตที่ความยาวคลื่น 254 นาโนเมตร แต่ถ้าพ่นด้วยน้ำยาพ่นแล้วไม่ให้สีม่วงน้ำเงิน แสดงว่าตัวอย่างดังกล่าวไม่มียาสเตียรอยด์ ทั้งนี้เพราะตัวอย่างดังกล่าวอาจจะมีสารอื่นที่มีขั้วใกล้เคียงกับยาสเตียรอยด์ แต่ถ้าตัวอย่างยาลูกกลอนที่นำมาตรวจสอบมีน้ำตาลเป็นส่วนผสม ผลของโครมาโทแกรมที่พ่นด้วยน้ำยา tetrazolium blue จะพบว่ามีแถบที่ให้ผลบวกเป็นสีม่วงน้ำเงินใกล้จุดเริ่มต้น ทั้งนี้เนื่องจากน้ำยาพ่น tetrazolium blue ให้ผลบวกกับสารกลุ่มน้ำตาลด้วย ซึ่งถ้านำตัวอย่างลูกกลอนที่มีน้ำตาลเป็นส่วนผสม มาตรวจสอบกับน้ำยาพ่นโดยตรงโดยไม่มีการแยกสารตามวิธี TLC จะพบผลบวกลวง ฉะนั้นจึงถือได้ว่า วิธี TLC เป็นวิธีที่ใช้ตรวจสอบการปนปลอมด้วยยาสเตียรอยด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประหยัด และรวดเร็ว3




เอกสารอ้างอิง
  1. http://th.88db.com/thailand/Central-Region+Nonthaburi/Health/Medical-Equipments-Lab/ad-1445514/
  2. http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9530000108526
  3. นพมาศ สุนทรเจริญนนท์ อุทัย โสธนะพันธุ์ ประไพ วงศ์สินคงมั่น. ทีแอลซี: วิธีอย่างง่ายในการวิเคราะห์คุณภาพเครื่องยาไทย. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, 2554. 

วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

โรคเรื้อรัง... สะเก็ดเงิน คืออะไร รักษาไม่หายจริงหรือ

โรคสะเก็ดเงินคืออะไร



สะเก็ดเงิน (psoriasis) เป็นโรคผิวหนังที่พบบ่อย เป็นได้ทุกเพศทุกวัย พบราวร้อยละ ๒ ของประชากรทั่วไป อาจมีปัจจัยทางพันธุกรรมมาเกี่ยวข้องเพราะมักพบประวัติครอบครัว โรคนี้ไม่ใช่โรคติดต่อ และไม่ได้เกิดจากภูมิแพ้ โรคนี้มักเริ่มเป็นในช่วงวัยรุ่นตอนปลายและช่วงอายุ ๔๐-๕๐ ปี เพศหญิงและชายพบได้เท่าๆ กัน โรคนี้อาจเป็นน้อยจนผู้ป่วยเองอาจไม่สังเกตเห็น แต่บางรายเป็นมากจนถึงขั้นต้องเข้านอนโรงพยาบาล และอาจมีอาการคันร่วมด้วยหรือไม่มีก็ได้ ร้อยละ ๕ ของผู้ป่วยสะเก็ดเงินจะมีอาการปวดข้อ และข้ออักเสบร่วมด้วย






ลักษณะของโรคสะเก็ดเงิน


โรคสะเก็ดเงินของผิวหนังมีลักษณะเป็นปื้นนูนแดง มีขุยหนาสีขาวเงิน ขอบเขตของผื่นสังเกตเห็นชัดเจน มักเป็นผื่นทั้ง ๒ ข้างของร่างกายเท่าๆ กัน ถ้าเป็นที่บริเวณซอกพับ (เช่น รักแร้ ขาหนีบ) อาจไม่ค่อยเป็นขุย






ตำแหน่งที่พบผื่นของโรคสะเก็ดเงินบ่อยคือ ข้อศอก หัวเข่า บางรายเป็นที่สะดือ ร่องก้น หรือหนังศีรษะ แต่ก็อาจเป็นที่ตำแหน่งอื่นๆ ของร่างกายโดยมีลักษณะที่ต่างกันออก                                                                              



สามารถแบ่งโรคสะเก็ดเงินตามลักษณะอาการแสดงดังนี้ คือ
                                                                                    
- โรคสะเก็ดเงินชนิดปื้นหนาเป็นเรื้อรัง พบบ่อยที่ข้อศอก หัวเข่า หรือหลังส่วนล่าง                                  
- โรคสะเก็ดเงินที่ซอกพับ ปื้นมักเรียบไม่มีขุย                                                                                      
- โรคสะเก็ดเงินบริเวณหนังศีรษะ                                                                                                              
- โรคสะเก็ดเงินรูปหยดน้ำ เป็นผื่นเล็กๆ จำนวนมากคล้ายหยดน้ำ มักกำเริบขึ้นรวดเร็ว                              
- โรคสะเก็ดเงินที่คาบเกี่ยวกับโรคเซ็บเดิร์ม (sebopsoriasis) มักเป็นที่หนังศีรษะ ใบหน้า หู และหน้าอก  
- โรคสะเก็ดเงินของฝ่ามือ ฝ่าเท้า                                                                                                              
- โรคสะเก็ดเงินของเล็บ เล็บจะมีหลุมเล็กๆ เล็บร่อนเผยอ เล็บเหลือง เล็บเป็นลูกคลื่น (ภาพที่ ๒)
- โรคสะเก็ดเงินของช่องปาก มีขุยลอกในปาก ผู้ที่เป็นโรคสะเก็ดเงินของผิวหนังอย่างรุนแรงมักพบบ่อย  
- โรคสะเก็ดเงินชนิดเป็นตุ่มหนอง อาจเป็นทั่วร่างกาย หรือเป็นเฉพาะที่ฝ่ามือฝ่าเท้า                                
- โรคสะเก็ดเงินชนิดผื่นแดง พบผื่นแดงทั่วตัว                                                                                            
- โรคสะเก็ดเงินที่ข้อ มีอาการปวดบวมของข้อร่วมด้วย

1. ชนิดเป็นปื้นหนา เป็นชนิดของผื่นสะเก็ดเงินที่พบได้บ่อยที่สุด มักพบเป็นผื่นปื้นแดง ขอบเขตชัดเจน มีขุยหนา ซึ่งบางครั้งมองเห็นเป็นขุยสีเงิน จึงเป็นที่มาของชื่อโรคที่เรียกว่า สะเก็ดเงิน นอกจากนี้อาจมีอาการคันร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้ ผื่นมักกระจายตัวอยู่ตามข้อศอก เข่า ก้นกบ หนังศีรษะ หรือกระจายทั่วตัวได้ ซึ่งในกรณีที่โรคมีความรุนแรงมาก ผื่นแดงกระจายทั่วร่างกาย ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดแสบบริเวณผื่น หรือจนมีไข้ร่วมด้วยได้

2. ชนิดเป็นผื่นเล็ก ๆ กระจาย เป็นผื่นสะเก็ดเงินชนิดที่มักพบได้หลังจากมีอาการเจ็บป่วย ไม่สบาย เช่น หลังจากมีอาการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนประมาณ 2-3 สัปดาห์ ก็อาจพบได้ ผื่นนี้มักพบได้ในเด็ก ในวัยรุ่น มีลักษณะผื่นเป็นผื่นสีแดงขนาดเล็กไม่เกิน 1.5 เซนติเมตร มีขุยไม่มากนัก และมีผื่นกระจายทั่วไปตามตัว แขน และขา อาจพบได้ตั้งแต่ในครั้งแรกของการเป็นสะเก็ดเงิน หรือพบเมื่อผื่นกำเริบหลังจากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นสะเก็ดเงินมาแล้วก็เป็นได้

3. ชนิดเป็นตุ่มหนอง ผื่นสะเก็ดเงินชนิดนี้ มักจะมีลักษณะเป็นตุ่มหนองกระจายตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่นกระจายตามตัว แขนขา หรือกระจายเฉพาะที่ ที่บริเวณฝ่ามือฝ่าเท้าเท่านั้นก็ได้ ซึ่งในการวินิจฉัยจำเป็นต้องซักประวัติเพิ่มเติม ทั้งประวัติการใช้ยา การเจ็บป่วยอื่น ๆ ตลอดจนการตรวจร่างกายที่ละเอียดเพื่อการวินิจฉัยแยกโรคกับโรคอื่น ๆ ที่อาจมีลักษณะผื่นคล้ายคลึงกัน นอกจากนี้ ในบางกรณีอาจจำเป็นต้องสะกิดชิ้นเนื้อทางผิวหนังส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรคด้วย และในกรณีที่มีอาการรุนแรงมาก ผู้ป่วยก็อาจมีผิวหนังลอก แสบผิวหนัง และมีไข้ร่วมด้วยได้

4. ชนิดเป็นผื่นแดงทั่วตัว ผื่นสะเก็ดเงินชนิดนี้พบได้ไม่บ่อยนัก แต่มีความรุนแรงมาก โดยจะพบเป็นผื่นแดงอยู่เกือบทั่วทั้งตัว โดยมีพื้นที่ของผื่นมากกว่าร้อยละ 90ของพื้นที่ผิวทั้งหมดของร่างกาย อาจมีขุยหรือไม่มีก็ได้ แต่มักมีอาการทางระบบอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ไข้สูง อ่อนเพลีย ขาดน้ำและเกลือแร่ เนื่องจากร่างกายสูญเสียความร้อนไปทางบริเวณรอยโรคสะเก็ดเงินที่กระจายอยู่ทั่วตัว



รู้จักโรคสะเก็ดเงิน





1. หลังจากผื่นสะเก็ดเงินที่ผิวหนังหาย อาจมีรอยด่างดำ ด่างขาว ซึ่งจะค่อยๆ จางหายไป และโรคนี้ไม่ทำให้เกิดแผลเป็นที่ผิวหนัง

2. สาเหตุของโรคนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่พบว่ามีปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้องคือ
                                                                            
- พันธุกรรม ประมาณร้อยละ ๕๐ ของผู้ป่วยอาจมีคนในครอบครัวเป็นโรคนี้เช่นกัน                                    
- พบว่าความเครียดทั้งทางร่างกายและจิตใจอาจกระตุ้นให้สะเก็ดเงินกำเริบ                                            
- การติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น สเตร็ป (ต่อมทอนซิลอักเสบ) อาจกระตุ้นให้เกิดโรคสะเก็ดเงินรูปหยดน้ำ การติดเชื้อยีสต์อาจทำให้เกิดโรคสะเก็ดเงินชนิดเป็นที่ซอกพับ การติดเชื้อเกลื้อนอาจก่อโรคสะเก็ดเงินชนิดที่คาบเกี่ยวกับโรคเซ็บเดิร์มที่หนังศีรษะ
- การบาดเจ็บสัมผัสเสียดสีที่ผิวหนัง เช่น นุ่งกางเกงคับๆ อาจมีส่วนทำให้เป็นปื้นขึ้นมา
- มียาหลายตัวที่อาจกระตุ้นโรคสะเก็ดเงิน เช่น ยาต้านอาการซึมเศร้า (lithium) ยาลดความดันโลหิต (beta blockers) ยาต้านมาลาเรีย (hydroxychloroquine) ยาแก้ปวดประเภทที่ไม่ใช่สตีรอยด์ (nonsteroidal anti-inflammatory drugs หรือเรียกย่อว่า NSAIDs) นอกจากนั้น ถ้ามีการใช้สตีรอยด์ทั้งในรูปยาทายากินอยู่ก่อนแล้ว การหยุดยาอาจทำให้ผื่นกำเริบ


3. โดยทั่วไปรังสียูวีในแสงแดดมักทำให้อาการดีขึ้น

4. พบว่าโรคอ้วน และภาวะดื้อต่ออินซูลินที่นอกจากจะเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานแล้ว ยังอาจมีส่วนทำให้โรคสะเก็ดเงินกำเริบขึ้น ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินหลายคนเป็นคนอ้วนหรือเป็นโรคอ้วน โรคสะเก็ดเงินยังเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดแข็งตัว (atherosclerosis) ที่อาจนำไปสู่อาการเจ็บหน้าอก และกล้ามเนื้อหัวใจตาย หรือหลอดเลือดในสมองแตก

5. การดื่มแอลกอฮอล์สัมพันธ์กับการเกิดโรคสะเก็ดเงินชนิดที่กำเริบมาก ดังนั้น ผู้ป่วยโรคนี้ควรงดดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด

6. ปัจจุบันยังไม่มีทางรักษาโรคนี้ให้หายขาดและไม่กลับเป็นซ้ำได้ แต่ผู้ป่วยโรคนี้ส่วนใหญ่ถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้องก็อาจทำให้อาการของโรคบรรเทาลงได้มาก อย่างไรก็ตาม โรคสะเก็ดเงินรูปหยดน้ำอาจมีการกำเริบแค่ครั้งเดียว และไม่กลับเป็นอีกเลยก็ได้




สะเก็ดเงินจะเกิดจากกรรมพันธุ์ หรือทำเองแต่ไม่รู้ หรือการใช้ยาสเตียรอยด์ทาที่ผิวหนัง เป็นสิ่งที่สุดจากคาดเดา ทุุกคนเชื่อว่าไม่มีทางหายขาดทางการแพทย์หรือใช้ยาปัจจุบัน


แต่บางกรณีพบได้ว่า หากหลีกเลี่ยงสารเคมีหรือสเตียรอยด์หรือสิ่งกระตุ้นต่างๆ หันมาใช้วิธีการเลียนแบบธรรมชาติ  ไม่ใช้ยาแก้คัน หยุดใช้ยาที่มีสารเคมี รวมถึงครีมผีบอกที่ว่าเห็นผลทันที



ท่องคาถาไว้เลย "งานนี้ไม่มีหายทันที ยาก็แค่บรรเทา สเตียรอยด์ให้งด "


แล้วหันมาใช้ครีมธรรมชาติขัดถูเพื่อให้ผิวหนังหลุดลอกตามธรรมชาติ ก็มีโอกาสประสพความสำเร็จในการบรรเทาไปได้ ขึ้นกับความอดทนในการปฎิบัติตัวและวิธีการ ... โลกนี้ยังมีความหวังเสมอ


เคยเห็นบางรายใช้วิธีการตามธรรมชาติ แต่เพิ่มการขัดถูด้วยสารสกัดธรรมชาติ (ไม่มีสารเคมีหรือสเตียรอยด์) ทำให้ผิวหนังชั้นบนที่เสีย หลุดลอกออกไป แล้วผิวชั้นล่างก็จะเติบโตดันขึ้นมาจากเนื้อชั้นล่าง ด้วยการถูนวดบ่อยๆพร้อมกับครีมนี้ เคล็ดลับของครีมนี้ก็คือผู้ที่ใช้ครีมนี้ ต้องขยันอดทนในการถูนวด หลายอาทิตย์จะเริ่มเห็นผล เริ่มจากการที่ผิวหนังบริเวณที่เป็นจะตึง มีขุยคัน ให้ทาถูนวดต่อไปผิวหนังบริเวณนั้นก็จะดีขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ


Before / After หลังจากใช้ครีมขาวของแอมโบรเซีย




บน Before / ล่าง After หลังจากใช้ครีมขาวของแอมโบรเซีย







มาดูหลักการของวิธีเลียนแบบธรรมชาติแล้ว ก็ไม่ใช่ความลับมากมาย เพราะการขัดถูบ่อยๆด้วยครีมสูตรนี้ ทำให้เกิดการขัดลอกของผิวชั้นนอกแบบไม่อันตราย (เพราะไม่ใช้กรดหรือสารกัดแบบที่มีในตลาด) แล้วรอให้ผิวหนังชั้นล่างที่ดีอยู่ ขึ้นมาแทนที่ แต่วิธีนี้ต้องอาศัยความอดทนจากผู้ใช้เหมือนกัน ต้องรอผลลัพธ์ที่เกิดดีขึ้น หลายอาทิตย์จนถึงหลายเดือน (แล้วแต่สภาพหนักเบาของสะเก็ดเงิน) ความได้เปรียบอีกแบบหนึ่งของสูตรนี้ คือการทำให้ผิวหนังนุ่ม แผลเป็นแข็งๆที่ปรากฎ จะจางลงไปเรื่อยๆ คืนสภาพผิวหนังกลับสู่ปกติ