วันพุธที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

บางคน .. เพียงแค่พูดคุยก็ติดวัณโรคได้ (หรือ)

บางคน .. เพียงแค่พูดคุยก็ติดวัณโรคได้ (หรือ)

วัณโรคเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศ    และไทยก็เป็นประเทศที่มีปัญหาการแพร่ระบาดของวัณโรคโดยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 18 จาก 22 ประเทศที่มีผู้ป่วยวัณโรคสูงของโลก    ในแต่ละปีมีผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ขึ้นทะเบียนเป็นจำนวนมาก    ประมาณครึ่งหนึ่งเป็นผู้ป่วยวัณโรคปอดที่สามารถแพร่เชื้อได้    และผลสำเร็จของรักษาผู้ป่วยมีเพียงร้อยละ 71.8    สาเหตุหลักคือเสียชีวิตก่อนการรักษาครบและขาดยา    ทำให้แนวโน้มของการดื้อต่อยารักษาวัณโรคเพิ่มสูงขึ้น    ในปีงบประมาณ 2558    โรงพยาบาลลำปางมีผู้ป่วยวัณโรคปอดที่ตรวจเสมหะพบเชื้อขึ้นทะเบียนรักษาจำนวน 297 ราย    ผลสำเร็จของการรักษาร้อยละ 80.53    ไม่บรรลุตามเป้าหมายขององค์การอนามัยโลกที่กำหนดไม่น้อยกว่าร้อยละ 85    สาเหตุสำคัญคือการเสียชีวิตและการขาดยาเช่นกัน    การเสียชีวิตพบมากในผู้ป่วยสูงอายุและผู้ป่วยที่มีโรคร่วม    การขาดยาในผู้ป่วยวัณโรคมีเหตุเกี่ยวข้องหลายอย่าง    เช่น    ขาดความร่วมมือในการรักษาจากผู้ป่วย  การรักษามีผลข้างเคียงทำให้ผู้ป่วยท้อแท้  สังคมและครอบครัวไม่ยอมรับ    รังเกียจผู้ป่วย    ทำให้ผู้ป่วยไม่ร่วมมือในการรักษา    ซึ่งการรักษาวัณโรคไม่ครบตามแผนการรักษาทำให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อและเกิดวัณโรคชนิดดื้อยา





วัณโรคเป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย    เป็นได้กับอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย    แต่ที่เป็นปัญหามากคือวัณโรคปอดเพราะแพร่เชื้อติดต่อไปสู่ผู้อื่นได้ง่ายโดยเฉพาะผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย    เด็กเล็ก    ผู้สูงอายุ    หรือผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ    มักมีโอกาสติดโรคง่ายและมีอาการรุนแรงมากกว่าคนปกติ    อาการที่น่าสงสัยว่าจะเป็นวัณโรคปอด    คือ    อ่อนเพลีย    เบื่ออาหาร    น้ำหนักลด    มีไข้ต่ำ ๆ    เจ็บหน้าอก    ไอเรื้อรังเกิน 2 สัปดาห์หรือไอมีเสมหะปนเลือดออกมา    ผู้ป่วยอาจมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างก็ได้    หากสงสัยว่าจะป่วยเป็นวัณโรคควรเข้ารับการตรวจและรักษาโดยด่วน    ปัจจุบันหมอจะรักษาด้วยระบบยาระยะสั้น    โดยใช้ยาควบคู่กันหลายขนาน    สามารถรักษาวัณโรคให้หายขาดได้ภายใน 6 - 8 เดือน    จากเดิมที่ต้องใช้ยานานปีครึ่งถึงสองปี    สิ่งสำคัญคือผู้ป่วยต้องกินยาครบทุกขนานตามขนาดที่หมอสั่งทุกมื้ออย่างเคร่งครัดและมาตรวจตามนัดทุกครั้ง    เมื่ออาการดีขึ้นมากอย่าหยุดยาเองโดยเข้าใจว่าหายแล้วเด็ดขาดเพราะเชื้อวัณโรคในร่างกายยังไม่หมด  จะเกิดการดื้อยาและกลับมากำเริบใหม่ทำให้การรักษายากมากขึ้นและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

 
วิธีการป้องกันวัณโรคที่สำคัญคือ    หากพบว่ามีผู้ป่วยวัณโรคในครอบครัวหรือในชุมชนต้องพาไปรับการรักษาโดยเร็วที่สุดเพื่อไม่ให้เชื้อแพร่กระจายสู่ผู้อื่น   เพราะในผู้ที่ร่างกายอ่อนแอหรือมีภูมิต้านทานต่ำเพียงแค่การพูดคุยกับผู้ป่วยก็มีโอกาสติดเชื้อวัณโรคได้    ดังนั้นผู้ป่วยต้องปิดปากและจมูกทุกครั้งขณะไอหรือจาม    บ้วนเสมหะในภาชนะที่มีฝาปิดแล้วทำลายโดยการต้มหรือเผา    สำหรับเด็กแรกเกิดต้องได้รับการฉีดวัคซีนบีซีจีป้องกันวัณโรคทุกรายเพื่อเพิ่มความต้านทานของร่างกายต่อเชื้อวัณโรคค่ะ




Plasmacluster ions can kill M.tuberculosis



PS-101364-13 Efficiency of Plasmacluster ion in killing of M.Tuberculosis on culture media.

Result : For standard strains of M.tuberculosis there was no growth after exposure time of 30 minutes For clinical isolate strains, there was no growth after exposure time of 15 , 30 , 45 and 60 minutes in 4 (8%) , 4 (8%) , 9 (18%) , 19 (38%) strains respectively. In 14 (28%) strains which has growth on media after 60 minutes of exposure, the number of colony on media was declined according to the longer exposure time.

Conclusion : Plasmacluster ions can kill M.tuberculosis.

Reference source :

http://www.theunion.org/what-we-do/journals/ijtld/body/ABSTRACT_BOOK_2010_Web.pdf

p. S108-S109 (p.113-114)

วันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

"วิตามินซี" ตัวช่วยในการรักษาโรคต่าง ๆ โดยแต่ละโรคก็จะมีปริมาณที่ควรได้รับและระยะเวลาในการบริโภคที่แตกต่างกันไป

วิตามินที่นิยมกินเสริมมากที่สุดในบรรดาวิตามินทั้งหมด…แน่นอนว่าต้องเป็นวิตามินซี

ด้วยคุณสมบัติต่าง ๆ ที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค ด้วยความที่เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง จึงช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย และมีประโยชน์ด้านความงามมากมาย เช่น ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน บำรุงผิวให้ขาวใส รวมทั้งช่วยลดริ้วรอย จุดด่างดำ รอยแผลเป็น หรือรอยสิวต่าง ๆ

นอกจากนั้น "วิตามินซี" ยังเป็นตัวช่วยในการรักษาโรคต่าง ๆ อีกด้วย โดยแต่ละโรคก็จะมีปริมาณที่ควรได้รับและระยะเวลาในการบริโภคที่แตกต่างกันไป อย่างเช่น

          โรค                        ปริมาณวิตามินซีที่ควรได้รับ(มิลลิกรัม/วัน) ระยะเวลาต่อเนื่อง
   ไข้หวัดทั่วไป                                              30 – 3,000        2     สัปดาห์
ความดันโลหิตสูง                                           60 – 4,000     6-16  สัปดาห์
        โรคตับ                                                 120 – 3,000        6     เดือน
         มะเร็ง                                                  120 – 2,000      6-8   ปี

และด้วยเหตุผลสำคัญเลยคือ ร่างกายไม่สามารถสร้างวิตามินซีขึ้นเองได้ จะได้จากการรับประทานเท่านั้น จึงนิยมรับประทาน "วิตามินซี" ในรูปแบบอาหารเสริมกันเป็นอันดับหนึ่งเลยทีเดียว

แต่ ! มั่นใจมากว่าต้องมีหลาย ๆ คนเข้าใจผิดถึงวิธีการกินวิตามินซีอย่างแน่นอน แม้กระทั่งคนที่กินอยู่เป็นประจำหรือกินมานานแล้วก็ตาม

ตามหลักแล้วร่างกายของมนุษย์จะสามารถดูดซึมวิตามินซีได้ในปริมาณที่จำกัด เพราะฉะนั้นการรับประทานวิตามินซีครั้งละเยอะ ๆ ในครั้งเดียวจึงไม่เกิดประสิทธิภาพ และเปรียบเสมือนการเอาเงินไปทิ้งเปล่า ๆ เพราะวิตามินซีมีจุดอิ่มตัวในการดูดซึม ถ้าหากเราได้รับวิตามินซีปริมาณมาก ๆ ในทีเดียว ร่างกายจะไม่สามารถดูดซึมได้ทั้งหมด อย่างเช่น การรับประทานวิตามินซีครั้งละ 1,000-1,500 มิลลิกรัม จะพบว่าร่างกายสามารถดูดซึมวิตามินซีได้เพียง 50% เท่านั้น แต่หากเรารับประทานครั้งละ 500 มิลลิกรัม ร่างกายก็จะดูดซึมได้ถึง 75% เลยทีเดียว อย่างที่ "Dr. Gerard Mullin" ผู้อำนวยการด้านโภชนาการอาหารแบบบูรณาการจากสหรัฐอเมริกาได้บอกไว้ว่า "การได้รับปริมาณวิตามินซีมากเกินไป...มากกว่า 500 มิลลิกรัมต่อวัน ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานาน สามารถทำให้เกิดนิ่วในไตได้"

นั่นก็เพราะร่างกายจะขับส่วนที่ไม่ได้ดูดซึมทิ้งผ่านไตทั้งหมด แถมยังทำให้ไตต้องทำงานหนักและเสี่ยงต่อการเป็นนิ่วด้วย ดังนั้นการกินวิตามินซีครั้งละน้อย ๆ และเว้นระยะบ้างจึงเป็นวิธีที่ได้ผลและปลอดภัยที่สุด และนี่คือเหตุผลที่หลาย ๆ คนรับประทานวิตามินซีปริมาณมาก ๆ เป็นประจำแต่ไม่เห็นผลเท่าที่ควร


ชัดเจนแล้วว่าปริมาณวิตามินซีที่เหมาะสมคือ ควรกินครั้งละ 500 มิลลิกรัม เพราะถือว่าเป็นปริมาณที่ร่างกายดูดซึมได้ดีที่สุด ส่วนช่วงเวลาที่ร่างกายจะดูดซึมได้ดีที่สุด คือประมาณ 9-10 โมงเช้า และควรรับประทานวิตามินซีหลังอาหาร เพราะวิตามินซีที่ร่างกายดึงไปใช้ได้นั้นจะต้องมีตัวนำพา เช่น อาหาร ผักใบเขียว ผลไม้ต่าง ๆ ที่ให้วิตามินซีสูง หากได้รับวิตามินซีขณะที่ท้องว่าง ร่างกายจะไม่มีตัวนำพาหรือตัวให้ดูดซึม สุดท้ายน้ำที่เราดื่มเข้าไปก็จะไปละลายวิตามินซี และโดนขับออกเป็นปัสสาวะนั่นเอง

สำหรับใครที่คิดว่าเราไม่สามารถทานได้ครบถ้วน การรับประทาน "วิตามินซี" ก็เป็นทางเลือกที่ดีและปลอดภัยหากรับประทานอย่างถูกต้อง และสม่ำเสมอ เพื่อที่จะทำให้เราได้ประโยชน์จากวิตามินซีอย่างเต็มที่

วันศุกร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2559

คนมักเข้าใจผิดว่ารังสียูวีคือแสงแดด จริงๆแล้วไม่มีแสงแดดก็มีรังสียูวีได้

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าวันที่มีเมฆหมอก ฝนตกหรือหน้าหนาว จะไม่มีแสงแดดมาทำอันตรายผิว
แต่ความจริงแล้ว รังสี UV ก็ส่องผ่านมายังผิวหนังได้เช่นกัน อาจทำให้ผิวไหม้มากกว่าปกติด้วยซ้ำ เพราะคนไม่ระวังตัว

รังสีอัลตราไวโอเลต หรือ UV ที่มาจากดวงอาทิตย์ ทำให้เกิดอันตรายต่อผิวหนังและเป็นสาเหตุสำคัญ ทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้ ซึ่งมะเร็งชนิดนี้พบเพียงร้อยละ 5 ของมะเร็งทั้งหมด พบมากในเพศชายมากกว่าหญิง และกลุ่มคนที่มีอายุมากกว่า 40 ปี โดยที่พบบ่อย มี 3 ชนิด คือ

1) มะเร็งที่เกิดจากเซลล์ในชั้นฐานของหนังกำพร้า มีลักษณะเป็นตุ่มนูนใส ขอบม้วน อาจมีสีดำหรือแตกเป็นแผล พบบ่อยบริเวณที่ถูกแดด เช่น ใบหน้า ใช้ระยะเวลานานในการแพร่กระจายโรค

2) มะเร็งที่เกิดจากเซลล์ในชั้นหนังกำพร้า มีสัญลักษณ์นูน แดง ผิวหนังแตกเป็นแผล เลือดออกง่าย พบบริเวณใบหน้า ริมฝีปาก ขอบใบหู สามารถแพร่กระจายจากบริเวณหนึ่งไปอีกบริเวณหนึ่งได้ เติบโตและขยายเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็วและลึกกว่ามะเร็งผิวหนังชนิดแรก

3) มะเร็งที่เกิดจากเซลล์สร้างเม็ดสี มีลักษณะคล้ายไฝหรือขี้แมลงวันหรือเป็นจุดดำบนผิวหนัง ไฝบนฝ่ามือ ฝ่าเท้า ใต้เล็บ มีโอกาสเป็นมากกว่าที่อื่นๆ สัญญาณอันตรายของมะเร็งผิวหนังชนิดนี้ คือ การเปลี่ยนแปลงของผิว ไฝ ขี้แมลงวัน เช่น มีการตกสะเก็ด ลอก หรือมีอาการปวด มีเลือดหรือน้ำเหลืองไหลเยิ้ม มีตุ่มนูนเกิดขึ้นข้างๆ มีการแพร่กระจายของเม็ดสีไปรอบๆ ดังนั้นจึงควรหมั่นสังเกตความผิดปกติของไฝหรือขี้แมลงวัน หากพบว่าผิดปกติให้รีบพบแพทย์เพื่อทำการรักษา

วันจันทร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2559

อันตรายจาก รังสียูวี และแสงต่างๆ ที่ไม่ควรมองข้าม!

อันตรายจาก รังสียูวี และแสงต่างๆ ที่ไม่ควรมองข้าม!

รังสียูวีไม่ได้มีแต่ในแสงแดดเท่านั้น รังสียูวียังเกิดขึ้นในที่ทำงานหรือบ้านด้วย ใครเล่าจะนึกถึง อาทิเช่น จากจอคอมพิวเตอร์ จากเครื่องถ่ายเอกสาร จากโทรทัศน์ จากหลอดไฟ 

ความเข้มข้นของรังสียูวีจากอุปกรณ์ภายในบ้านและบริษัท อาจต่ำกว่าก็ตาม แต่ก็มีผลต่ออาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้เช่นเดียวกับรังสียูวีจากแสงแดด อาทิเช่น การทำให้ผิวเหี่ยวย่น จุดเริ่มของการเกิดโรคมะเร็งผิวหนัง การทำลายเนื้อเยื่อตา

การป้องกันรังสียูวีในบ้านหรือที่ทำงาน จำเป็นต้องคำนึงถึงการใช้แว่นกรองสะท้อนรังสียูวี และครีมสะท้อนรังสียูวี

รังสี UV และผิวของคุณ

ผิวนั้น ในขณะที่เป็นตัวปกป้องร่างกายจากโรคภัยและ ผู้บุกรุก ก็ยังอ่อนแอพอที่จะถูกทำร้ายโดยการได้รับรังสีUVเป็นเวลานานๆตลอดช่วงชีวิตของเรา เมื่อพวกเราได้รับรังสี UVA, UVBไม่ว่าจะจากพระอาทิตย์หรือที่อื่น กลไกการป้องกันของร่างกายจะพยายามปกป้องผิวด้วยการเริ่มกระบวนการผลิตเม็ดสี เมลาโนไซต์ (Melanocytes) ซึ่งอยู่ในชั้นล่างสุดของผิวหนังชั้นนอกและทำหน้าที่ผลิตเม็ดสีผิวที่ชื่อว่าเมลานีน (Melanin) เม็ดเมลานีนถูกเก็บเป็นกลุ่มอยู่ในเมลาโนโซม (melanosomes) ซึ่งโยกย้ายอยู่ในชั้นพื้นผิวของผิวหนังอย่างเช่นเซลล์ผิวหนังที่หลุดลอกไปตามธรรมชาติ สีน้ำตาลที่เห็นได้ชัดนี้เป็นหลักฐานของผิวที่ถูกทำร้าย ถ้าหากผิวคุณไหม้ นั่นแสดงว่ารังสี UVBได้แทรกซึมลงเข้าผิวหนังชั้นบน และก่อให้เกิดความเสียหายในเซลล์ อาการผิวไหม้คือผิวหนังที่มีสีแดงอย่างเห็นได้ชัด แสดงให้เห็นว่าร่างกายได้เร่งการหมุนเวียนของเลือดไปสู่เส้นเลือดฝอยเพื่อฟื้นฟูผิวหนังจากความเสียหาย

รังสี UV เป็นต้นเหตุของความเสียหายมากสุดในการสร้างอนุมูลอิสระ ซึ่งอย่างที่ทราบกันว่าอนุมูลอิสระเป็นตัวก่อกวนการทำงานของเซลล์ปกติในร่างกายของเรา อนุมูลอิสระนั้นคือโมเลกุนที่ไม่เสถียรอย่างมากเพราะมีอีเล็กตรอน (electron) ไม่ครบคู่ เพื่อจะทำให้อนุมูลอิสระเสถียร, อนุมูลอิสระจะไปดึกอิเล็กตรอนจากโมเลกุลอื่นเพื่อมาจับคู่กับอิเล็กตรอนไร้คู่ของตัวเอง ซึ่งก่อเกิดเป็นปฏิกริยาลูกโซ่ที่ทำให้การทำงานของเซลล์แย่ลง ทำความเสียหายให้แก่โครงสร้างเซลล์ และปรับเปรียนดีเอ็นเอของเซลล์

ในกระบวนการนี้ อนุมูลอิสระจะทำลายเซลล์สร้างเส้นใย ซึ่งเป็นตัวทำหน้าที่ในการสร้างคอลลาเจน และอีลาสติน คอลลาเจนเป็นโครงสร้างโปรตีนที่ให้ความแข็งแรงและความยืดหยุ่นแก่ผิว เมื่อผิวนั่นถูกทำร้ายด้วยรังสี UV เอ็นไซม์จะพยายามซ่อมแซมคอลลาเจนที่ได้รับผลกระทบ ถ้าความเสียหายนั้นมากเกิน เส้นใยจะถูกทำลายและนำไปผลิตคอลลาเจนใหม่ ในขณะเดียวกันรังสี UV สามารถก่อให้เกิดการสะสมอีลาสตินย่างผิดปกติ อิลาสตินคือเส้นใยโปรตีนอีกประเภทที่ทำให้ผิวสามารถคงรูปไว้ได้  อนุมูลอิสระลดประสิทธิภาพของเซลล์ในการผลิตโปรตีนสำคัญของผิว และสร้างความเสียหายให้แก่ผิวและเกิดความเสียหายของผิวจากแสงแดด(photo aging)ในรูปแบบของริ้วรอย ความหยาบกร้าน ความแห้งและสีผิวไม่สม่ำเสมอ

รังสียูวีนั้นมีทั้งประโยชน์และโทษต่อมนุษย์ โดยรังสียูวีในขนาดต่ำๆ จะช่วยในการสังเคราะห์วิตามินดีที่ผิวหนัง แต่ถ้าได้รับในปริมาณที่สูงเกินไปรังสียูวีบีจะทำลายเซลล์ผิวหนังชั้นหนังกำพร้า ทำให้เกิดผิวไหม้แสบลอก ผิวหมองคล้ำ

       ส่วนรังสียูวีเอ เมื่อได้ผ่านลงไปได้ถึงชั้นหนังแท้ และได้รับต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ จะทำลายคอลลาเจนและอีลาสติน ทำลายไฟโบรบลาสต์ จึงทำให้เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น จุดด่างดำกดภูมิคุ้มกันของผิวหนัง ทำลาย DNA ทำให้เซลล์กลายพันธุ์และแบ่งตัวผิดปกติ ตามมาด้วยเนื้องอกหรือมะเร็งผิวหนังได้ โดยผู้ที่มีผิวขาวจะมีความเสี่ยงมากกว่าเนื่องจากมีเมลานินที่ช่วยปกป้องอยู่น้อยกว่านั่นเอง

       นอกจากนี้รังสียูวียังส่งผลก่อให้เกิดอันตรายต่อดวงตาด้วย แต่มีผลค่อนข้างน้อย ถ้าได้รับรังสียูวีความเข้มสูง จะเกิดกระจกตาอักเสบมีอาการแสบตา น้ำตาไหล แพ้แสง ตาแดง ส่วนระยะยาวจะเกิดต้อลม ต้อกระจก ในอนาคตจอตาอาจเสื่อมได้

        ซึ่งแหล่งกำเนิดของรังสียูวีตามธรรมชาติก็คือ ดวงอาทิตย์คนส่วนใหญ่ได้รับรังสียูวีจากแสงแดดนั่นเอง แต่คำถามที่พบบ่อยก็คือนอกจากรังสียูวีในแสงแดดแล้ว จะพบรังสียูวีจากที่ใดอีกบ้างที่เป็นอันตรายต่อผิว และดวงตาและการนอนเปิดไฟจะทำให้หน้าหมองคล้ำหรือไม่คำตอบมีดังนี้

จอโทรทัศน์หรือจอคอมพิวเตอร์ก็มีอันตรายได้เหมือนกัน
        จอโทรทัศน์แบบ CRT (Cathode Ray Tube) คือ จอแก้วแบบโค้ง ที่พบในทีวีรุ่นเก่าๆ นั่นแหละค่ะ จอชนิดนี้แผ่รังสียูวีเพียงเล็กน้อยไม่ทำอันตรายต่อสายตา หรือ ทำให้ผิวหมองคล้ำ แต่ถ้าเพ่งมากๆ อาจทำให้ตาเมื่อยล้า ปวดศีรษะได้ ยกเว้นแต่ว่าในผู้ป่วยโรคบางชนิดที่มีอาการผิวไวแสงควรหลีกเลี่ยงจอชนิดนี้

        จอโทรทัศน์แบบ LCD (Liquid Crystal Display) และ Plasmaไม่แผ่รังสียูวี แต่จอยิ่งใหญ่จะมีความร้อนสูง

หลอดไฟชนิดต่างๆ ก็สามารถแผ่รังสียูวีมาสู่ผิวและดวงตาได้
         หลอดไส้ (Incandescent Light Bulb) อาศัยกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านไส้ทังสเตนจนเกิดความร้อน และแสงสว่าง ให้แสงเหลืองส้ม อายุการใช้งานสั้นและเปลืองไฟ แต่มีรังสียูวีต่ำมาก

         หลอดฟลูโอเรสเซนท์ (Fluorescent Light) หรือ ที่เรียกกันว่าหลอดนีออนคือ หลอดแก้วสูญญากาศที่ใส่ไอปรอทไว้ เมื่อผ่านกระแสไฟจะทำให้ไอปรอทปล่อยพลังงานในรูปรังสียูวีความยาวคลื่น 254 นาโนเมตรไปกระทบสารเรืองแสงฟอสฟอรัสที่ฉาบด้านในหลอด สารเรืองแสงจะดูดซับรังสียูวีแล้วเปล่งแสงในความยาวคลื่นที่ตามองเห็นแทน หลอดชนิดนี้อาจมีรังสียูวีหลุดรอดออกมาได้บ้างในระดับที่ไม่เป็นอันตราย

         หลอดฮาโลเจน (Halogen Lamp) ใช้กระแสไฟฟ้าผ่านไส้ทังสเตนแบบหลอดไส้ แต่มีไอของธาตุฮาโลเจน เช่น คลอรีน ฟลูโอรีนในหลอดแก้ว เพื่อให้ได้แสงสีขาว มีการแผ่รังสียูวีในระดับที่ปลอดภัยหลอดเมทัลฮาไลด์ (Metal Halide Lamp) เป็นหลอดที่ให้ความเข้มแสงสูงและความถูกต้องของสีใกล้เคียงแสงแดด มักใช้ในสนามกีฬาหรือ งานโทรทัศน์ มีการแผ่รังสียูวีในระดับสูงที่อาจเกิดอันตรายกับดวงตาได้

       หลอด LED (Light Emitting Diode) แสงสว่างมาจากการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนในเซมิคอนดักเตอร์ จึงไม่มีการแผ่รังสียูวีและความร้อนปลอดภัยจากสารปรอท และประหยัดไฟที่สุดค่ะ

        หลอดแบล็กไลท์ (Black Light) หลักการเหมือนหลอดนีออนแต่ไม่ได้เคลือบฟอสฟอรัสไว้ด้านในหลอด แผ่รังสี UVA ความยาวคลื่น 345-400 nm ซึ่งใกล้เคียงกับแสงม่วงที่ตามองเห็น จึงมีอันตรายน้อยเมื่อเปิดใช้งานในที่มืดจะเห็นเป็นสีม่วงจางๆ สิ่งของที่มีฟอสฟอรัสจะ
เรืองแสงขึ้น นำมาใช้ตรวจลายน้ำบนธนบัตร ตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ เช่นลายนิ้วมือ คราบอสุจิ คราบเลือด

        หลอดยูวีฆ่าเชื้อโรค (Germicide Lamp) แผ่รังสี UVC ใช้เพื่อฆ่าเชื้อโรคในน้ำหรือในโรงพยาบาล มีอันตราย อาจทำให้เกิดผิวหนังไหม้และเยื่อบุตาอักเสบถ้าสัมผัสโดยตรงเครื่องถ่ายเอกสาร ใช้หลอดฟลูโอเรสเซนท์ความเข้มสูงหรือหลอดฮาโลเจน อาจมีรังสียูวีได้บ้าง จึงควรใช้อย่างระมัดระวัง

        งานเชื่อมโลหะ นอกจากจะมีประกายไฟแล้ว ยังมีการแผ่รังสียูวีในความเข้มสูงอีกด้วย ผู้ปฏิบัติงานต้องใส่อุปกรณ์ป้องกันดวงตา และสวมเสื้อผ้าที่มิดชิด ไม่ควรมองแสงจากการเชื่อมโลหะด้วยตาเปล่า

ปัจจุบันมีหลายคนนิยมอยากให้ผิวขาวด้วยการฉีดสารกลูตาไธโอน หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารดังกล่าวและสารไฮโดรควิโนน เนื่องจากคุณสมบัติของกลูตาไธโอนและไฮโดรควิโนน จะยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิว ทำให้เม็ดสีลดลง จึงทำให้ผิวขาวขึ้น ส่งผลให้ความสามารถของการกรองรังสียูวีลดลงด้วย ดังนั้นบริเวณผิวที่ได้รับสารกลูตาไธโอนและไฮโดรควิโนน เมื่อเจอรังสียูวีจะเป็นรอยด่างขาว มีจุดด่างดำ หรือบางคนอาจผิวดำเสีย เนื่องจากเม็ดสีถูกทำลาย ดังนั้นจึงไม่ได้ทำให้ผิวขาวขึ้นอย่างแท้จริงและปลอดภัย ซึ่งน่ากังวลที่ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของสารเคมีเหล่านี้มีจำหน่ายอย่างไม่ถูกกฎหมายเป็นจำนวนมาก ผ่านทางโซเชียลมีเดีย ในลักษณะครีมหน้าขาว ครีมผิวขาว โดยไม่ได้ผ่านการตรวจสอบส่วนประกอบที่ถูกต้อง จึงขอให้ประชาชนระมัดระวังการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เสริมความงามเพื่อให้ผิวขาว ซึ่งผลที่ได้รับอาจมีความรุนแรงและเป็นอันตราย และอาจเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนังอีกด้วย หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน


ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและเครื่องสำอางประเภทไวท์เทนนิ่งที่มีจำหน่ายโดยทั่วไป ประชาชนสามารถเลือกซื้อมาใช้ได้ เนื่องจากผ่านการตรวจสอบแล้วว่าไม่เป็นอันตรายและไม่ทำลายเม็ดสีผิว ส่วนใหญ่จะมีสารกันแดดเป็นส่วนประกอบหลักและมีสารที่ปกปิดผิวให้ดูขาวขึ้นเท่านั้น ไม่ได้มีสารที่ไปทำลายโครงสร้างในชั้นผิว

ไม่ควรหาซื้อครีมทาฝ้ามาใช้เอง เนื่องจากอาจได้รับสารในปริมาณที่ไม่เหมาะสม หากได้รับมากไปก็ก่อให้เกิดผลข้างเคียงจากการใช้ได้ ตั้งแต่เกิดอาการระคายเคืองผิว เกิดจุดด่างขาว หน้าดำ หรือเป็นฝ้าถาวร จนไปถึงรักษาฝ้าไม่หาย

รังสีอัลตราไวโอเลต หรือ รังสียูวี มีอยู่ 3 ชนิด คือ 
1. รังสียูวีซี (UV C) เป็นรังสีที่อันตรายที่สุด แต่จะไม่ถึงพื้นโลก เนื่องจากจะมีโอโซนกั้นอยู่ โดยรังสีนี้หากถูกผิวหนังจะทำให้เป็นมะเร็งผิวหนังได้ และอาจกระทบต่อดวงตา เป็นต้อกระจกได้ 
2.รังสียูวีบี (UV B) มาถึงผิวโลก และมีผลต่อผิวไหม้ได้ หรือที่เรียกว่า ซันเบิร์น แต่ป้องกันได้ โดยการทาครีมกันแดด และ
3.รังสียูวีเอ (UV A) จะทะลุเข้าไปภายในผิวหนัง ทำให้แก่เร็วขึ้น

รังสียูวีจากแสงแดดมีทั้งคุณประโยชน์และโทษต่อมนุษย์ โดย รังสียูวี ในขนาดต่ำๆ จะช่วยในการสังเคราะห์วิตามินดีที่ผิวหนัง แต่ถ้าได้รับในปริมาณที่สูงเกินไป รังสียูวีบีจะทำลายเซลล์ผิวหนังชั้นหนังกำพร้า ทำให้เกิดผิวไหม้แสบลอก ผิวหมองคล้ำ
ส่วนรังสียูวีเอ เมื่อได้ผ่านลงไปได้ถึงชั้นหนังแท้ และได้รับต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ จะทำลายคอลลาเจนและอีลาสติน ทำลายไฟโบรบลาสต์ จึงทำให้เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น จุดด่างดำกดภูมิคุ้มกันของผิวหนัง ทำลาย DNA ทำให้เซลล์กลายพันธุ์และแบ่งตัวผิดปกติ ตามมาด้วยเนื้องอกหรือมะเร็งผิวหนังได้ โดยผู้ที่มีผิวขาวจะมีความเสี่ยงมากกว่าเนื่องจากมีเมลานินที่ช่วยปกป้องอยู่น้อยกว่านั่นเอง
นอกจากนี้ รังสียูวี ยังส่งผลก่อให้เกิดอันตรายต่อดวงตาด้วย แต่มีผลค่อนข้างน้อย ถ้าได้รับ รังสียูวี ความเข้มสูง จะเกิดกระจกตาอักเสบมีอาการแสบตา น้ำตาไหล แพ้แสง ตาแดง ส่วนระยะยาวจะเกิดต้อลม ต้อกระจก ในอนาคตจอตาอาจเสื่อมได้

รังสีอัลตราไวโอเลต หรือรังสียูวีในแสงแดด มีทั้งคุณ และโทษต่อสุขภาพ ช่วยสังเคราะห์วิตามินดีที่ผิวหนัง และมีส่วนสำคัญในการสร้างเสริมเนื้อเยื่อกระดูก ผลเสียคือ ทำอันตรายต่อผิวหนัง อาจไหม้เกรียม เหี่ยวย่น เป็นอันตรายต่อดวงตาหากได้รับรังสียูวีโดยที่ไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน โดยผลกระทบระยะสั้นที่เกิดขึ้นคือ กระจกตาอักเสบ มีอาการแสบตา น้ำตาไหล แพ้แสง ตาแดง ระยะยาว เช่น ต้อเนื้อ ต้อลมหรือ ต้อกระจก ข้อมูลจากสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สธ.ปี 2557 พบผู้ป่วยโรคตาทุกชนิดเข้ารับการรักษาที่แผนกผู้ป่วยนอกกว่า 5.2 ล้านครั้ง และเข้ารับการรักษาในแผนกผู้ป่วยในด้วยโรคตา เยื่อบุตา และกระจกตาอักเสบ จำนวนกว่า 30,000 คน โรคต้อกระจกและความผิดปกติของเลนส์อื่นๆ อีกกว่า 200,000 คน
“เพื่อป้องกันดวงตาให้ปลอดภัยจากรังสียูวี ผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้ง เช่น เกษตรกร ชาวสวน ช่างก่อสร้าง ชาวประมง ผู้ขับขี่รถในช่วงแดดจัด รวมทั้งผู้ที่อาศัยใกล้แม่น้ำ ทะเลมีแสงแดดสะท้อนจากผิวน้ำ ควรหลีกเลี่ยงอยู่กลางแดด โดยเฉพาะในช่วงเวลา 10.00-14.00 น. ซึ่งมีปริมาณรังสีจะเข้มข้น และจะเข้มข้นมากที่สุดในช่วงเที่ยงวัน ถนอมสายตาด้วยการสวมหมวกที่มีปีกยื่นออกมาข้างหน้า และแว่นกันแดด โดยเลือกใช้แว่นที่สามารถกรองรังสีอัลตราไวโอเลต สำหรับคนที่ใส่แว่นสายตาเป็นประจำอยู่แล้ว ก็ถือว่าเป็นการป้องกันรังสีได้ในระดับหนึ่ง”


ครีมกันแดดที่ใช้อยู่ เป็นแบบดูดซับรังสียูวี หรือ สะท้อนรังสียูวี ... ถ้าครีมดูดซับรังสียูวีไว้ ก็จะมีอนุมูลอิสระเกิดขึ้นบนผิวหน้า ทำให้เกิดผลข้างเคียงตามมาด้วย ... สารเคมีประเภท PABA จะเป็นสารดูดซับรังสียูวี ที่มักใช้ในครีมกันแดดทั่วไป
ครีมกันแดดชนิดเคมี (Chemical Sunscreen) เป็นครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของสารเคมีที่ทำหน้าที่ในการปกป้องแสงแดด ด้วยการดูดซับรังสีเข้าผิวหนังแล้วเปลี่ยนเป็นความร้อน เพื่อป้องกันไม่ให้แสงผ่านลงในชั้นผิวหนังได้ (เนื้อครีมจะเป็นข้น ๆ น้ำนมเหมือนเนื้อครีมทั่วไป ซึมซับได้ง่าย) ซึ่งหลังจากโดนแดดสักพัก สารเคมีเหล่านี้ก็จะเสื่อมสภาพ นั่นจึงเป็นสาเหตุที่เราต้องทาครีมกันแดดทุก ๆ 2-3 ชั่วโมง
......
ถ้าครีมดูดซับรังสียูวีไว้ ก็จะมีอนุมูลอิสระเกิดขึ้นบนผิวหน้า ทำให้เกิดผลข้างเคียงตามมาด้วย
......
สารป้องกันแดดประเภทนี้บางชนิดจะดูดซับได้เฉพาะรังสี UVA หรือ UVB หรือทั้งสองอย่าง สารเคมีที่ใช้ผสมในครีมกันแดด คือ Panimate O, Bensophenone, Cinnamates, Antranilate, Homosalate และ Oxybenzene ซึ่งครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของสารเคมีในปริมาณมาก อาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังได้ง่ายขึ้นด้วย โดยเฉพาะกับคนที่มีผิวแพ้ง่าย
......
สารที่กันได้เฉพาะรังสี UVA คือ benzophenones และส่วนที่กันได้เฉพาะรังสี UVB คือ cinnamates, PABA, PABA derivatives

อีกพวกหนึ่งคือ Physical sunscreen ทำหน้าที่เป็นฉากสะท้อนรังสียูวีออกไปจากผิวหน้าเมื่อมากระทบ เหมือนแผ่นกระเบื้องหลังคาที่ฝนสาดมา ก็จะสะท้อนออกไป ไม่มีการดูดซับรังสียูวีไว้กับตัว จึงไม่ทำลายผิวหน้าเมื่อทาทิ้งไว้นานๆ



วันศุกร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2559

ภัยเงียบจากครีมหน้าใส หน้าเด้ง ยาหมอ ฉีดสิว ... "สิวสเตียรอยด์"

ได้พบเห็นผู้ที่รับเคราะห์จากการใช้เครื่องสำอางค์ที่ถูกต้อง (แต่มีสารเคมี) หรือปนสารอันตราย หรือปลอมทั้งสูตรเลย  มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ  จากการหากินบนความทุกข์ของคนที่รักสวยงาม ... อีกทั้งความใจร้อนของผู้ที่มีปัญหาด้านผิว ก็เป็นตัวเร่งให้ตัดสินใจเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เสี่ยงต่อผลข้างเคียง หรือบางคนหลงเป็นเหยื่อโฆษณาได้ง่ายขึ้น


หลังจากใช้ครีมหน้าใส สวยใสมาได้ 2 อาทิตย์ ก็เกิดสิวขึ้นเต็มหน้า




ผื่นขึ้น หลังจากใช้ครีมทาหน้าที่ผสมสเตียรอยด์มาเป็นเวลานาน






อาการหน้าพัง จากการใช้ครีมทาหน้าผสมสเตียรอยด์มาเป็นเวลานาน


ตัวอย่างที่พบได้บ่อยจากผู้ใช้เครื่องสำอางค์ที่ผสมสารสเตียรอยด์ (คนใช้ไม่รู้ว่ามีอะไรผสม แต่อะไรก็ตามที่แสดงผลไว มักมีสารอันตรายผสมไม่มากก็น้อย) ทำให้ปัญหาทางอารมณ์ตามมาอย่างต่อเนื่อง บดบังการมองหาสาเหตุต้นตอของปัญหา อาทิเช่น
  • พอหยุดใช้ ไม่ได้ทา หันไปใช้ลังโคม ผดขึ้น (จากการหยุดสเตียรอยด์) ก็โทษลังโคม ว่าแพ้ลังโคม
  • พอเปลี่ยนไปใช้ La Mer บ้าง สิวขึ้น ผดมาเต็มหน้า (เพราะฤทธิ์ของสเตียรอยด์) ก็โทษ La mer เที่ยวบอกว่าแพ้ La mer
  • พอไปใช้ยูเซอรี สิวผด สิวเห่อ ก็ไม่หาย ไปพึ่ง Clinique ก็ไม่ work ด่า Clinique ว่าไม่ได้เรื่อง
  • พอกลับไปทาครีมสเตียรอยด์ที่เคยใช้ แน่ะสิวยุบใน 2 วัน ทุกอย่างคืนสู่สภาพเดิม หน้าใสเป็นกระจกอีกครั้ง อ้าวว ใช้ได้ผลดีจัง  อุปมาอุปมัยเหมือนคนติดยา กินยาบ้ายาม้า ของแรงๆ มาตลอด วันดีคืนดีก็ไปกินยาคูลท์แทน ก็ไปด่ายาคูลท์ว่าไม่ดี แพ้ยาคูลท์
ในโลกความเป็นจริงแล้ว ครีมที่มีสเตียรอยด์ (สังเกตุเบื้องต้นได้จากเนื้อครีม จะข้นๆ มันๆ) จะไม่มีสารออกฤทธิ์ (active ingredient) ตัวไหนที่ผ่าน อย.  แล้วทำให้หน้าใสเป็นกระจกได้หรอก  

คนติดสเตียรอยด์จะประมาณว่าเหมือนคนติดยา  พอได้รับยาอาการดีขึ้นเร็ว หาย หน้าใส  แต่เมื่อไหร่ที่หยุด  หน้าจะพังและร่างกายลุกขึ้นมาประท้วงว่าต้องการยา เราต้องใจแข็งมากๆในการหยุดใช้ให้ได้  คนส่วนมากมักท้อใจ เหนื่อยใจ และหมดกำลังใจ  แต่อีกหลายคนก็ผ่านมันไปได้  อย่าตกเป็นทาสของมันต่อไป

การรักษาสิวสเตียรอยด์ หรือคนที่ติดสเตียรอยด์แล้ว  เป็นเรื่องเหมือนการรักษาคนที่ติดยาเสพติด  ต้องใช้ความใจเย็น  เพื่อการกลับคืนของผิวหนังแบบธรรมชาติอีกครั้ง ไม่เช่นนั้นก็จะกลับเข้าไปอยู่ในวังวนการรักษาแบบเดิมๆ ที่ไม่มีวันหายขาด

สารสเตียรอยด์เราพบได้ที่ไหนบ่อยที่สุดและมากที่สุด

1.ยาแต้มสิว

2.ยาฉีดสิว

3.ยาทานแก้สิวอักเสบ

4.ครีมหน้าใส หน้าขาว หน้าเด้ง 

5.ครีมรักษาสิว 

การดูจากฉลากก็ไม่แน่ว่าจะผสมสารสเตียรอยด์หรือเปล่า เราไม่มีทางรู้ได้ (ฉลากไม่เขียนว่ามีหรอก) เราอาจสังเกตุง่ายๆว่า เมื่อทาผิวหน้าแล้ว ผิวหน้าที่มีปัญหาเหล่านั้นจะหายไปเร็วมาก หน้าจะใส เนียน ขาว ทุกอย่างดูสมบูรณ์แบบในระยะเวลาอันสั้น แต่สารสเตียรอยด์เหล่านี้จะสะสมอยู่ในผิวเป็นเดือน หรืออาจเป็นปี  จากนั้นก็ได้เวลาที่มันจะแสดงฤทธิ์เดชให้เห็นว่า  ทำลายผิวหน้าไปแล้วขนาดไหน

ในปัจจุบันครีมหลายยี่ห้อที่ต้องการความรวดเร็วในการเห็นผล หรือรักษาแบบตั๋วด่วน  มักจะผสมสารสเตียรอยด์ เราก็จะได้เห็นฤทธิ์เดชของผลข้างเคียงที่มีความอันตรายกล่าวคือ

1.ผด ผื่น ขึ้นง่ายมาก

2.เกิดสิวผด เป็นปื้นๆ

3.ผิวแดง เหมือนแพ้อะไรมา 

4.อาการคัน

5.ผิวบางและแพ้ง่าย  โดนอะไรนิดอะไรหน่อยก็แพ้

6.สิวเม็ดแดงๆ ขึ้นกระจายทั่วทั้งหน้า หรือเป็นกระจุกบริเวณใดบริเวณหนึ่ง โดยเฉพาะบริเวณที่มีการทาครีม จะเยอะมากเป็นพิเศษ

7.สิวอุดตันที่ขึ้นมา กดออกมาจะมีกลิ่นหรือไม่มีกลิ่นก็ได้ แต่มักจะแดง

8.สิวอักเสบที่มีเม็ดจะใหญ่และเจ็บ และไม่มีหัว จะเป็นอักเสบหัวแดง ใช้เวลานานกว่าจะยุบ

9.สิวขึ้นเห่อ 

10.สำหรับคนผิวมัน หน้าจะมันขึ้น หลังหยุดใช้ครีมผสมสเตียรอยด์

11.ผิวจะดูเหี่ยวเร็ว เพราะสเตียรอยด์จะเข้าไปทำลายการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิว หน้าหมองคล้ำได้เมื่อใช้เป็นเวลานาน ทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้นดูแก่กว่าวัย

เริ่นต้นแก้ไขให้ถูกต้องเลย คือ

1.ไม่ควรใช้สเตียรอยด์อีกเลย

2.ไม่ควรใช้สารที่มีฟอง ล้างหน้า เช่น ในโฟม สบู่ เพราะมีโซเดียม หรือสารเคมีพวกโซเดียมลอริล/โซเดี่ยมลอเรตซัลเฟส หรือสารเคมีที่คล้ายๆกัน เพราะระคายเคืองผิวหนัง กระตุ้นการเกิดสิวกลับมาอีก

3.ไม่ควรใช้เครื่องสำอาง ที่มีสารฟอกหน้าขาว สารลอกผิว.ปรอท.ฯลฯ เพื่อหวังหน้าขาว หรือลอกฝ้ากระ ซึ่งต่อมามักจะสร้างปัญหามากกว่าสิวด้วยซ้ำ

4.หันมาใช้สารธรรมชาติหรือสารสกัดธรรมชาติ แทน ในการล้างหน้า บำรุงผิว เท่าที่จำเป็น อาจต้องเอาผลิตภัณฑ์ธรรมชาติบางประเภทเข้ามาช่วยในระยะสั้น

เมื่อทำได้  ความรุนแรงของการทำลายผิวหน้าตัวเองด้วยสารสเตียรอยด์ก็จะหมดไป  หน้าก็จะกลับคืนสวยใสดั่งธรรมชาติที่ควรเป็นอีกครั้งหนึ่ง