วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2559

5 facts about tuberculosis – a disease that still kills millions

5 facts about tuberculosis – a disease that still kills millions

The infectious disease is one of the world's top killers, disproportionately affecting people in poorer countries, with more than 95% of TB deaths occuring in countries with low and middle incomes.
Here are 5 fast facts you may not know about the disease:

1. One-third of the world’s population is infected with TB.
2. Almost 10 million people around the world became sick with TB in 2014.
3. In the same year there were 1.5 million TB-related deaths.
4. TB is a leading killer of people who have HIV.
5. A total of 9,421 TB cases were reported in the United States in 2014. A 1.5% decline from 2013.



So, what is TB?

According to the WHO, tuberculosis is caused by airborne bacteria that most often affects the lungs. It is both curable and preventable, but in 2014 it caused the deaths of 1.5 million people.
The disease can be latent, meaning people are infected with it but have not yet fallen ill and aren't likely to transmit it. Once infected, people have a 10% risk of falling ill with TB. Those with a compromised immune system are at a higher risk.

How is the world tackling it?

Since 2000 more than 43 million lives have been saved through effective diagnosis and treatment.
Ending the TB epidemic by 2030 is a health target under the Sustainable Development Goals, following a global failure to achieve the Millennium Development Goal of reversing the TB epidemic by 2015.

Although TB occurs across the world, the largest number of new cases in 2014 occurred in South-East Asia and the Western Pacific Regions. However, Africa has the highest proportion of cases per 100,000 population.


The WHO implemented an End TB Strategy in 2014, which is described as a “blueprint for countries to end the TB epidemic by driving down TB deaths, incidence and eliminating catastrophic costs”.


วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2559

ใครๆก็ว่ารักษาหาย แต่ทำไมมันไม่หมดซักที และมีคนตายจากเชื้อวัณโรคมาก

วิวัฒนาการของเชื้อดื้อยา-วัณโรค
ใครๆก็ว่ารักษาหาย แต่ทำไมมันไม่หมดซักที และมีคนตายจากเชื้อวัณโรคมาก

แค่พาคนป่วยวัณโรค 1 คน บินจากรัสเซียไปรักษาที่อเมริกา ปรากฎว่าทำให้เที่ยวบินนั้น มีคนติดเชื้อวัณโรคไป 30 คน

ผู้ป่วยได้รับการแจ้งว่าติดเชื้อวัณโรค ทราบว่ารักษาหายโดยกินยาติดต่อกัน 6 เดือน ปรากฎว่าไม่หาย ต้องย้ายโรงพยาบาล และกินยาอีก 9 เดือน

จำนวนผู้ป่วยวัณโรคมีเท่าที่ตรวจพบจริงหรือเปล่า ที่ยังไม่เจอ อีกเท่าไหร่ และแพร่กระจายทางการหายใจอีกเท่าไหร่

https://www.youtube.com/watch?v=L1tXhRt3vPo

วัณโรคคืออะไร ทำไมมีโอกาสติดต่อกันได้มาก รักษาได้หายแต่ทำไมไม่ลดลง คนที่ตายจากเชื้อวัณโรคเป็นพวกไหน

12 ความเชื่อผิด ๆ เรื่องหวัด และไข้หวัดใหญ่

12 ความเชื่อผิด ๆ เรื่องหวัด และไข้หวัดใหญ่


คุณคิดว่ารู้จักโรคพื้นบ้านอย่าง "หวัด" กับ "ไข้หวัดใหญ่" ดีแล้วหรือ? ลองทบทวนความเชื่อเหล่านี้ดูใหม่เพื่อเสริมสร้างเกราะป้องกันหวัดกันเถอะ

ความเชื่อเกี่ยวกับหวัดและไข้หวัดใหญ่มีอยู่มากมาย เช่น เชื่อว่าวิตามินซีช่วยป้องกันหวัดได้ หรือเชื่อว่าถ้าคุณแข็งแรงแล้วก็ไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีน ความจริงก็คือความเชื่อเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องถูกต้องเสมอไป

ความเชื่อผิด ๆ 1 : ไข้หวัดใหญ่ก็คือหวัดธรรมดาฉบับอัพเกรด

ไม่จริงเลย หวัดธรรมดาสามารถเกิดจากเชื้อหลากหลาย เช่น Rhinovirus ที่เป็นสาเหตุของหวัด 30-35% ในผู้ป่วยทั้งหมด ส่วนไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สามชนิด (Influenza Virus) คือมีทั้งประเภท A, B และ C และมีอาการต่างกันด้วย เช่น ไข้หวัดใหญ่จะไม่รู้สึกคัดจมูก ไอแห้ง ไม่มีเสมหะ มีไข้สูงมาก คลื่นเหียน รู้สึกหนาวสั่น อ่อนเพลีย และอาจมีระยะเวลาป่วยนานกว่าไข้หวัดธรรมดา

ความเชื่อผิด ๆ 2 : ไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลไม่เป็นอันตราย

เมื่อปีก่อนเราตื่นตัวกันมากกับเชื้อไข้หวัดหมู จนหลายคนลืมนึกถึงไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลที่อาจเป็นอันตรายได้เหมือนกัน ซึ่งคุณอาจมีอาการแทรกซ้อนจากไข้หวัดใหญ่ได้ แม้ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายเป็นปกติในระยะเวลาอันสั้น แต่ถ้านับเฉพาะสหรัฐฯ ที่เดียว ทุกปีจะมีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ถึง 200,000 ราย และจากจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิตถึง 36,000 ราย นี่พอ ๆ กับจำนวนผู้เสียชีวิตจากมะเร็งเต้านม และมากกว่าผู้เสียชีวิตจากโรคเอดส์ถึงสองเท่าเชียวนะ!

ความเชื่อผิด ๆ 3 : ถ้าฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่แล้วปีหน้าไม่ต้องฉีดก็ได้

นี่เป็นความเข้าใจผิด เพราะวัคซีนไข้หวัดใหญ่ต่างจากวัคซีนชนิดอื่น ที่ให้ระยะเวลาการคุ้มครองจากเชื้อโรคนานเชื้อไข้หวัดใหญ่ที่มีแนวโน้มระบาด จะเปลี่ยนไปทุกปี นักวิจัยจึงต้องพัฒนาวัคซีนตัวใหม่ขึ้นมาสู้ทุกปีเช่นกัน ฉะนั้น เราจึงควรฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปีนั่นเอง

ความเชื่อผิด ๆ 4 : ถ้าเราเป็นหวัดแล้ว ในปีนั้น เราจะไม่เป็นอีก

บางคนคิดว่าพอเป็นหวัดแล้วคุณจะไม่เป็นอีกในปีนั้น และไม่ยอมไปฉีดวัคซีน แต่การติดเชื้อหวัดหรือไข้หวัดใหญ่สามารถเกิดขึ้นได้จากเชื้อหลากหลายสาย พันธุ์ โดยเฉพาะไข้หวัดใหญ่ ซึ่งมักจะมีทั้ง Type A และ B ที่ระบาดในหนึ่งฤดูกาล จึงเป็นไปได้ที่คุณจะเป็นไข้หวัดใหญ่อีกครั้ง และเป็นเหตุผลว่าทำไมคุณควรฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่

ความเชื่อผิด ๆ 5 : หากเราเป็นหวัดนานแล้ว ไม่หายสักที เราอาจเป็นไซนัสอักเสบก็ได้

คนส่วนใหญ่มักจะหายจากหวัดภายใน 10 วัน แม้อาจจะมีอาการคัดจมูก ปวดศีรษะ หรือมีน้ำมูกไหลอยู่ หากคุณไม่หายจากหวัดสักที อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือเป็นไซนัสอักเสบ ลองสังเกตดูว่ามีอาการไข้ย้อนรึเปล่า ซึ่งคุณอาจจะรู้สึกว่าหายเป็นปกติแล้ว แต่กลับไข้ขึ้นอีกครั้งและมีอาการหนักกว่าเดิม นี่อาจเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียและคุณอาจต้องการยาปฏิชีวนะก็ได้

วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2559

เรื่องจริงที่หมอไม่เคยบอก...มะเร็งแพ้อะไร



เรื่องจริงที่หมอไม่เคยบอก...มะเร็งแพ้อะไร

ใครๆก็ไม่อยากเป็นมะเร็ง แต่ถ้าเกิดเป็นไปแล้ว หลายคนก็จำเป็นต้องเลือกวิธีการรักษาด้วยวิธีที่เรียกว่า “คีโม” ซึ่งพวกเรารู้ดีว่าคีโมสามารถฆ่าเชื้อมะเร็งได้เป็นอย่างดี แต่ก็ต้องแลกมากับการเสียบางสิ่งบางอย่างในร่างกายไปด้วย วันนี้มาเรียนรู้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคมะเร็งจาก รพ.จอห์น ฮอพกินส์ เรื่องจริงที่หมอไม่เคยบอกเราดีกว่า ว่าคีโมน่ากลัวมากแค่ไหน!



1. ทุกๆคนมีเซลล์มะเร็งในร่างกาย
แต่เซลล์มะเร็งเหล่านี้จะไม่ปรากฎหรือตรวจสอบไม่ได้จนกระทั่งมันขยายตัวเพิ่มขึ้นในระดับพันล้านเซลล์ ซึ่งเซลล์มะเร็งอาจจะเกิดขึ้น 6-10 ครั้งในช่วงอายุของคนๆหนึ่ง แต่เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายของเราแข็งแรงมากเพียงพอ เซลล์มะเร็งเหล่านั้นก็จะถูกทำลายหรือฝ่อไป และไม่มีการขยายตัวและกลายเป็นเนื้องอกต่อไป

2. มะเร็งคือความบกพร่องทางโภชนาการ
การเป็นมะเร็งสื่อได้ว่าคนๆนั้นมีความบกพร่องหลายประการเกี่ยวกับโภชนาการ ซึ่งอาจเกิดจากยีนสิ่งแวดล้อม อาหาร และปัจจัยอื่นๆในการดำรงชีวิต
ซึ่งการจะเอาชนะภาวะบกพร่องทั้งหลายเกี่ยวกับโภชนาการได้ ก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงประเภทของอาหารที่รับประทาน เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารบางอย่างที่จะช่วยเสริมให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้นได้

3. คีโมเป็นพิษกับทั้งเซลล์ดีและเซลล์ไม่ดี
การทำคีโม คือ การให้สารเคมีที่มีความเป็นพิษกับเซลล์มะเร็งที่กำลังเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ขณะเดียวกัน มันก็จะทำลายเซลล์ดีที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น เซลล์ในไขกระดูก ระบบทางเดินอาหาร เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่เป็นสาเหตุที่ทำให้อวัยวะบางส่วนถูกทำลายไป เช่น ตับ ไต หัวใจ ปอด เป็นต้น

4. มะเร็งแพ้คีโม แต่ยิ่งทำนานยิ่งเป็นโทษ
การบำบัดโดยคีโม และการฉายรังสีมักจะช่วยลดขนาดของเนื้องอกได้ในช่วงแรกๆ อย่างไรก็ตาม ถ้าทำไปนานๆจนถึงจุดหนึ่ง มักจะไม่พบว่ามีผลต่อการทำลายเซลล์เนื้องอกแต่อย่างใด
ซึ่งเมื่อร่างกายได้รับสารพิษจากการทำคีโม หรือการฉายรังสีมากเกินไป ระบบภูมิคุ้มกันอาจถูกทำลายลงได้ ดังนั้น จึงมักพบว่าผู้ป่วยอาจตกอยู่ในอันตรายจากการติดเชื้อหลายชนิด และยังทำให้โรคมีความซับ ซ้อนมากยิ่งขึ้นด้วย

5. มะเร็งแพ้ออกซิเจน
เซลล์มะเร็งไม่สามารถเจริญเติบโตได้ในสภาวะที่มีออกซิเจนเป็นจำนวนมาก ดังนั้น การออกกำลังกายทุกวันและการหายใจลึกๆจะช่วยให้ร่างกายได้รับออกซิเจนเพิ่มขึ้นจนลงไปถึงระดับเซลล์ และเป็นวิธีการบำบัดที่ใช้ในการทำลายเซลล์มะเร็งได้เป็นอย่างดี

6. มะเร็งแพ้อาหารแบบไหน

วิธีที่ดีที่สุดในการกำจัดมะเร็ง คือ การไม่ให้เซลล์มะเร็งได้รับอาหารเพื่อเจริญเติบโต โดยอาหารที่มีผลต่อการโตของเนื้อร้าย ได้แก่

1. น้ำตาล
อาหารโปรดของเซลล์มะเร็ง ก็คือ “น้ำตาล” การตัดอาหารของมะเร็งประเภทนี้ได้จึงนับเป็นเรื่องที่ดี ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลทราย หรือสารทดแทนน้ำตาลอย่าง นิวตร้าสวีต อีควล สปูนฟูล เป็นต้น

2. เกลือสำเร็จรูป
เกลือเหล่านี้ล้วนใช้สารเคมีในการฟอกขาว จึงควรเลือกบริโภค แบรก อมิโน หรือ เกลือทะเลแทน

3. นม
นมเป็นสาเหตุทำให้ร่างกายผลิตเมือก โดยเฉพาะในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งเซลล์มะเร็งจะรับอาหารได้ดีในสภาวะที่มีเมือก ดังนั้น จึงควรดื่มเป็นนมถั่วเหลืองชนิดไม่หวาน เพราะจะทำให้เซลล์มะเร็งไม่ได้รับอาหาร

4. เลี่ยงเนื้อสัตว์บางชนิด
เซลล์มะเร็งเติบโตได้ดีในสภาวะที่เป็นกรด ซึ่งการรับประทานอาหารจำพวกเนื้อจะสร้างสภาวะกรดให้เกิดขึ้นในร่างกาย อีกทั้ง โปรตีนจากเนื้อจะย่อยยากและต้องการเอ็นไซม์หลายชนิดมาช่วยในการย่อย หรืออาจจะทำให้เกิดการบูดเน่าและมีความเป็นพิษมากขึ้นได้ ดังนั้น จึงควรหันไปรับประทาน ‘ปลา’ จะดีที่สุด รองลงมา คือ เนื้อไก่ ส่วนในเนื้อวัวและเนื้อหมู อาจมียาฆ่าเชื้อหรือฮอร์โมนที่สร้างการเจริญเติบโตในสัตว์และเชื้อปรสิตได้

5. เน้นกินผัก
ในทางตรงกันข้าม ต้องพยายามเสริมสภาวะด่างในร่างกาย โดยการทานอาหารประเภทผักสด น้ำผักผลไม้ พืชจำพวกหัว เมล็ดถั่วเปลือกแข็ง และผลไม้

6. หลีกเลี่ยงกาแฟ ชา และช๊อกโกแลต
เนื่องจากอาหารพวกนี้มีคาเฟอีนสูง หากต้องการดื่มชาให้เน้นเป็นชาเขียว เนื่องจากชาเขียวมีคุณสมบัติในการต้านมะเร็งได้ ส่วนการเลือกดื่มน้ำให้ดื่มน้ำบริสุทธิ์หรือน้ำที่ผ่านการกรอง เพื่อหลีกเลี่ยงท๊อกซินและโลหะหนักในน้ำประปา

7. มะเร็งแพ้สารเสริมอาหารที่มีประโยชน์
สารอาหารบางอย่างจะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน เพื่อช่วยให้เซลล์ของร่างกายสามารถกำจัดเซลล์มะเร็งได้ดีขึ้นได้โดยสารอาหารที่มีประโยชน์ เช่น วิตามินอี ทำให้การตายของเซลล์ซึ่งไม่เป็นที่ต้องการหรือไม่มีประโยชน์หมดออกไป เป็นต้น

8. มะเร็งแพ้จิตใจที่เข้มแข็ง
มะเร็งเป็นโรคที่สัมพันธ์กับจิตใจ การคิดในเชิงบวกจะช่วยให้เราสามารถอยู่รอดปลอดภัยจากมะเร็งได้ ดังนั้น หากสามารถระงับความโกรธ รู้จักให้อภัย และกดความขมขื่นใจได้ ก็จะทำให้ร่างกายไม่ตึงเครียด ผ่อนคลาย และมีความสุขกับชีวิตได้มากขึ้น

9. เลือกวิธีรักษาผิดเสี่ยงตายได้ง่ายๆ

การทำคีโมและการฉายรังสีอาจเป็นสาเหตุทำให้เซลล์มะเร็งกลายพันธุ์ ดื้อยา และยากต่อการทำลาย ส่วนการผ่าตัดก็อาจเป็นสาเหตุทำให้เซลล์มะเร็งกระจายไปทั่วร่างกายได้
จะเห็นได้ว่า การเป็นมะเร็งสามารถหายได้หากได้รับการรักษาหรือดูแลที่ถูกวิธี และจะต้องคอยสังเกตการเปลี่ยนแปลงของตัวเองอยู่เสมอด้วย…เพียงเท่านี้มะเร็งก็ไม่น่ากลัวแล้ว

วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2559

Plasmacluster air sterilizer ในการป้องกันการรับเชื้อวัณโรค สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาล

วัณโรคเป็นปัญหาระดับชาติ ไม่ได้เฉพาะกับคนไข้ที่ติดเชื้อเท่านั้น ลามระบาดไปยังคนทั่วไป โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงต่อการรับเชื้อวัณโรค ที่แพร่กระจายได้ทางอากาศ ในรูปของการหายใจ ไอ จาม

นอกเหนือไปจากนี้ เชื้อวัณโรคยังมีการพัฒนาต้านทานยารักษา และฝังตัวอยู่ในร่างกายคนได้นานถึง 15 ปี เมื่อไหร่ที่ร่างกายมีภูมิต้านทานต่ำ ก็ออกมาแสดงฤทธิ์เดชได้

เชื้อวัณโรคเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ชื่อ Mycobacterium Tuberculosis ที่สามารถรักษาได้ ด้วยการกินยาทุกวันต่อเนื่องนาน 6 เดือน แต่พบว่าผู้ป่วยละเลยการรักษา หรือกินยาไม่ต่อเนื่อง มีผลให้การแพร่เชื้อวัณโรคเกิดขึ้นยังบุคคลอื่น รวมถึงการที่เชื้อดื้อยา เริ่มพบมากขึ้น

การทดสอบโดย WHO Global Health Workforce Alliance National Center of Tuberculosis and Lung Diseases ในประเทศ Georgia ร่วมกับ บริษัท ชาร์ป เป็นการทดสอบความสามารถของเทคโนโลยี่พลาสม่าคลัสเตอร์ ที่มีต่อการป้องกันลดความเสี่ยงของการติดเชื้อวัณโรคในโรงพยาบาล

ทดสอบด้วยการติดตั้งเครื่องฆ่าเชื้อโรคทางอากาศระบบพลาสม่าคลัสเตอร์ ที่รักษาระดับไอออนเฉลี่ยที่เข้มข้นระดับ 100,000 ions/cc. ในชั้นที่ทดสอบ โรงพยาบาลรักษาคนไข้วัณโรค ตรวจเช็คเจ้าหน้าที่ทำงานด้วยการตรวจเชื้อวัณโรคแบบ QFT จำนวน 88 คน พบว่ามี 32 คนที่ไม่มีผลบวกต่อการตรวจหาเชื้อ ได้แยกกลุ่มเจ้าหน้าที่ตัวอย่างมาทำงาน ในพื้นที่ปรกติ เทียบกับ ในพื้นที่ๆมีเครื่องพลาสม่าคลัสเตอร์เข้มข้นติดตั้งอยู่่

พบว่า ในพื้นที่ทำงานปรกติ มีเจ้าหน้าที่ที่ตรวจพบผลบวกต่อเชื้อ มากกว่า ในพื้นที่ทำงานติดตั้งเครื่องพลาสม่าคลัสเตอร์เข้มข้น โดยลดความเสี่ยงต่อการรับเชื้อวัณโรค ได้ถึง 75% ของกลุ่มเจ้าหน้าที่ทดสอบทั้งหมด

นอกจากนี้ ยังได้ทดสอบว่า ระบบพลาสม่าคลัสเตอร์เข้มข้น ส่งผลอย่างไรต่อเชื้อวัณโรคที่ดื้อยา

แพทย์วิจัยได้ทำการคัดเลือก คนไข้ที่มีเชื้อวัณโรค 49 คนจาก 155 คน หลังจากที่มีการทำ Drug Susceptibility Testing (DST) ยืนยัน 2 ครั้ง ห่างกัน 3 เดือน ในจำนวน 49 คนนี้ พบว่า คนไข้วัณโรคที่อยู่ในพื้นที่ปรกติ มีเชื้อวัณโรคที่ดื้อยาสูงกว่า คนไข้ที่อยู่ในพื้นที่ติดตั้งเครื่องพลาสม่าคลัสเตอร์เข้มข้น

โดยเทียบผลลัพธ์ออกมาคือ พื้นที่ทำงานติดตั้งเครื่องพลาสม่าคลัสเตอร์เข้มข้น จะป้องกันการเกิดเชื้อดื้อยาได้ 78%

วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

“วัณโรค” โรคร้าย..ติดง่ายไม่รู้ตัว

วัณโรคโรคร้าย..ติดง่ายไม่รู้ตัว

ปัจจุบัน 1 ใน 3 ของประชากรทั่วโลกติดเชื้อวัณโรคแล้ว ประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 22 ประเทศ ที่มีผู้ป่วยวัณโรคมากติดอันดับโลก โดยไทยมีผู้ติดเชื้อวัณโรคประมาณ 25 ล้านคน และมีผู้ป่วยราว 90,000 คน ในจำนวนนี้ 40,000 คนเป็นผู้ป่วยเสมหะพบเชื้อ (ร้อยละ 44) สามารถแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้ผ่านทางการไอ จาม พูดคุย จนเชื้อล่องลอยไปในอากาศ ทุกคนจึงมีโอกาสได้รับเชื้อวัณโรคตลอดเวลา



ผู้ป่วยวัณโรคระยะแพร่เชื้อ 1 ราย ถ้าไม่ได้รับการรักษา สามารถทำให้คนรอบข้างติดเชื้อได้ 10 -15 คนต่อปี และ 17% ของผู้ป่วยวัณโรคมีการติดเชื้อเอชไอวีร่วมด้วย

วัณโรค (Tuberculosis หรือ TB) เป็นโรคติดต่อทางเดินหายใจ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย มัยโคแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลซิส” (Mycobacterium Tuberculosis) ที่มีขนาดเล็กมาก มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ทำให้มีการอักเสบในปอด หรือในอวัยวะอื่นร่วมด้วย เช่น ต่อมน้ำเหลือง เยื่อหุ้มสมอง กระดูก

วัณโรคสามารถเป็นได้กับอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย แต่ที่พบบ่อยและเป็นปัญหามากในปัจจุบัน คือ วัณโรคปอด

ปัจจัยสำคัญต่อการป่วยเป็นวัณโรค
- อยู่ร่วมกับผู้ป่วยวัณโรค เช่น พักอาศัยบ้านเดียวกัน ทำงานร่วมกัน
- ผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี หรือป่วยเป็นโรคเอดส์
- ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน โรคตับ หรือโรคไต
- ผู้ป่วยที่รับประทานยากดภูมิคุ้มกันนานๆ เช่น ยากลุ่มสเตรียรอยด์
- การจัดลักษณะที่อยู่อาศัยหรือที่ทำงานที่ใช้เครื่องปรับอากาศตลอดเวลา หรือสภาพแวดล้อมที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก
- การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา และการเสพสารเสพติด

อาการ
- ไอติดต่อกันเกิน 2 สัปดาห์
- ไอแห้งๆ หรือไอมีเสมหะ หรือไอมีเสมหะปนเลือด
- เจ็บหน้าอก เหนื่อยหอบ
- มีไข้ต่ำๆ ตอนบ่ายหรือค่ำ
- เบื่ออาหาร น้ำหนักลด อ่อนเพลีย

ควรปฏิบัติตัวอย่างไรขณะป่วยและรักษา
- ใช้ผ้าผิดปากและจมูก เวลาไอหรือจามเพื่อป้องกันมิให้เชื้อแพร่กระจายไปสู่ผู้อื่น
- กินยาตามชนิดและขนาดที่แพทย์สั่งอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ และพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง จนกว่าแพทย์สั่งหยุดยา
- เมื่อกินยาประมาณ 2 สัปดาห์ อาการจะดีขึ้นห้ามหยุดยาเป็นอันขาด จะทำให้เชื้อโรคดื้อยาและรักษาหายยาก
- กินอาหารได้ทุกชนิดที่มีประโยชน์ และพักผ่อนให้เพียงพอ
- จัดสถานที่พักอาศัยให้อากาศถ่ายเทสะดวก แสงแดดส่องถึง
- ควรงดเหล้า บุหรี่ และสิ่งเสพติดทุกชนิด
- ควรนำผู้สัมผัสโรคร่วมบ้าน หรือผู้ใกล้ชิดกับผู้ป่วยโดยเฉพาะเด็กไปรับการตรวจร่างกายตามโรงพยาบาลหรือสถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้านทุกแห่ง
- บ้วนเสมหะลงในภาชนะหรือกระป๋อง แล้วเทลงในส้วม ฝังดิน หรือนำไปเผา

อาการที่อาจพบจากการกินยารักษา
- คลื่นไส้อาเจียน วิงเวียนศีรษะ
- เบื่ออาหาร เหนื่อยหอบ
- ตับอักเสบ(ตัวเหลือง ตาเหลือง)
- ผื่นคันตามตัว
- ปวดข้อ
- อาการตามัว

เมื่อไรควรตรวจหาวัณโรค
- ไอติดต่อกันเกิน 2 สัปดาห์
- มีไข้ต่ำตอนบ่ายๆ หรือค่ำ
- เบื่ออาหาร น้ำหนักลด อ่อนเพลีย
- เจ็บหน้าอก เหนื่อย หอบ
- เมื่อมีญาติหรือผู้ใกล้ชิดป่วยเป็นวัณโรคปอด
- ตรวจสุขภาพประจำปี กรณีไม่มีอาการ แต่ถ้าภาวะภูมิต้านทานต่ำ เช่น เป็นโรคเบาหวาน ติดสารเสพติดหรือติดเชื้อเอดส์ ควรตรวจทุก 3-6 เดือน
- เพื่อใช้ประกอบการขอใบรับรองแพทย์

ควรปฏิบัติตัวอย่างไรไม่ให้เป็นวัณโรค
- ควรตรวจเช็คร่างกาย โดยการเอ็กซเรย์ปอดอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
- นำเด็กแรกเกิดไปรับการฉีดวัคซีนบีซีจี ที่โรงพยาบาลทุกแห่ง หรือสถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน
- หากมีอาการสงสัยป่วยเป็นวัณโรค ควรรีบไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลของรัฐทุกแห่ง หรือสถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน
- รักษาสุขภาพให้แข็งแรงโดยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และกินอาหารที่มีประโยชน์
- หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอดส์ ซึ่งจะทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายเสื่อมลง มีโอกาสป่วยเป็นวัณโรคได้ง่ายขึ้น

วัณโรครักษาหายได้
ปัจจุบันมียารักษาวัณโรคหลายชนิดที่ให้ผลดี การรักษาจะได้ผลดีต่อเมื่อผู้ป่วยเข้ารับการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มแรก รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ ใช้เวลาเพียง 6-8 เดือนเท่านั้น รวมทั้งพักผ่อนให้เพียงพอ และรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูงและมีวิตามิน เพื่อช่วยเพิ่มภูมิต้านทานโรค  หากผู้ป่วยวัณโรคไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ขาดยา หรือกินยาไม่ต่อเนื่อง จะทำให้เชื้อวัณโรคดื้อยา ยากต่อการรักษา และอาจแพร่เชื้อวัณโรคดื้อยาสู่ผู้อื่น

วัณโรคกับเอดส์มีความสัมพันธ์กันอย่างไร
- การติดเชื้อเอดส์ ทำให้ภูมิคุ้มกันบกพร่อง โอกาสป่วยเป็นวัณโรคได้อย่างรวดเร็วและรุนแรงมากกว่า ผู้ที่ไม่ติดเชื้อเอดส์
- วัณโรคเป็นโรคติดเชื้อฉวยโอกาสที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งในผู้ป่วยเอดส์
- ผู้ติดเชื้อเอดส์ ที่ป่วยเป็นวัณโรคมีสถิติการเสียชีวิตมากกว่าผู้ติดเชื้อเอดส์ที่ไม่ป่วยเป็นวัณโรค

5 facts about tuberculosis – a disease that still kills millions

5 facts about tuberculosis – a disease that still kills millions

The infectious disease is one of the world's top killers, disproportionately affecting people in poorer countries, with more than 95% of TB deaths occuring in countries with low and middle incomes.



Here are 5 fast facts you may not know about the disease:

1. One-third of the world’s population is infected with TB.
2. Almost 10 million people around the world became sick with TB in 2014.
3. In the same year there were 1.5 million TB-related deaths.
4. TB is a leading killer of people who have HIV.
5. A total of 9,421 TB cases were reported in the United States in 2014. A 1.5% decline from 2013.



So, what is TB?
According to the WHO, tuberculosis is caused by airborne bacteria that most often affects the lungs. It is both curable and preventable, but in 2014 it caused the deaths of 1.5 million people.
The disease can be latent, meaning people are infected with it but have not yet fallen ill and aren't likely to transmit it. Once infected, people have a 10% risk of falling ill with TB. Those with a compromised immune system are at a higher risk.

How is the world tackling it?
Since 2000 more than 43 million lives have been saved through effective diagnosis and treatment.

Ending the TB epidemic by 2030 is a health target under the Sustainable Development Goals, following a global failure to achieve the Millennium Development Goal of reversing the TB epidemic by 2015.

Although TB occurs across the world, the largest number of new cases in 2014 occurred in South-East Asia and the Western Pacific Regions. However, Africa has the highest proportion of cases per 100,000 population.

The WHO implemented an End TB Strategy in 2014, which is described as a “blueprint for countries to end the TB epidemic by driving down TB deaths, incidence and eliminating catastrophic costs”.