วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2558

พลังแรงๆดูดลมเข้าเครื่องฟอกอากาศ (เครื่องกรองอากาศ) ทำให้อากาศสะอาดมากกว่า จริงหรือ?


... สมัยก่อน การทำให้อากาศอากาศขึ้น จะใช้วิธีเปิดช่องหน้าต่างให้ลมพัดเข้ามาในห้อง แล้วเปิดช่องระบายลมออกอีกข้างให้มากๆเข้าไว้ เป็นการเจือจางอากาศให้มีความเข้มข้นมลพิษต่ำลง




... มาถึงยุคเครื่องกรองอากาศ ชาวบ้านชอบเรียกเครื่องฟอกอากาศ แต่การที่มีห้องใหญ่ๆตึกยักษ์ๆเกิดขึ้นไม่พอใช้งาน ทำให้เกิดการกั้นห้องมากขึ้น อากาศไม่ได้ระบายอย่างที่เคยเป็นหรือวางแผนไว้แต่แรก คนจึงนำระบบแผ่นกรองอากาศมาใช้ ด้วยการเอาเครื่องที่มีมอเตอร์พัดลมมาดูดอากาศออกจากห้อง เข้าไปผ่านในเครื่องที่มีแผ่นกรองอากาศ มลพิษก็จะถูกจับกั้นไว้ติดที่แผ่นกรอง ... ยิ่งเครื่องดูดอากาศจากห้องได้มากได้เร็ว มลพิษต่างๆก็จะเข้าไปอยู่ในเครื่องได้มากตามไปด้วย เป็นที่มาของเครื่องกรองอากาศ (ชาวบ้านเรียกเครื่องฟอกอากาศ)ที่ว่า ใครมีแรงดูดมากกว่า ก็จะเป็นเครื่องกรองอากาศที่ดีกว่า แต่ก็อย่าลืมว่าสารมลพิษจะถูกสะสมไว้ที่แผ่นกรอง เมื่อมอเตอร์พัดลมดูดแรงๆ ก็จะทำให้แผ่นกรองขาดได้ สารมลพิษก็จะถูกออกมาอีกทาง ตอนนี้ก็กลายเป็นเครื่องพ่นมลพิษไปซะงั้น ... จากการสำรวจพบว่า แผ่นกรองมักจะขาดเสมอ เพราะแรงดูดของมอเตอร์พลังสูงที่พยายามจะดูดอากาศผ่านแผ่นกรองที่อุดตันด้วยสารมลพิษ ก็ทำให้แผ่นขาดเป็นรู อีกสาเหตุหนึ่งคือ คนเอาแผ่นกรองไปล้างหรือดูดด้วยเครื่องดูดฝุ่นหรือเคาะ ซึ่งแผ่นกรองละเอียด (HEPA) ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ เพราะต้องเปลี่ยนอย่างเดียว

... มาถึงยุคใหม่ สร้างพื้นที่ปลอดมลพิษ ด้วยเทคโนโลยี่ในศตวรรษนี้ วิศวกรคิดว่าทำไมต้องดูดมลพิษเข้าไปในเครื่องอย่างเดียว ไม่ผลิตสารเลียนแบบธรรมชาติที่ทำลายมลพิษได้ทันทีข้างนอกเครื่อง ก็ไปเจออนุภาคไฟฟ้าลบ คิดค้นมากว่า 30 ปี ให้ถูกพ่นเข้าไปในห้อง แต่ก็ทำได้แค่จับฝุ่น ทำลายมลพิษไม่ได้มาก การค้นคว้าก็เลยไม่คืบหน้าต่อ  จนกระทั่งมีวิศวกรคิดค้นนวตกรรมใหม่โดยบังเอิญ คืออนุภาคไฟฟ้าบวกและลบ พ่นพร้อมกันเข้าไปในห้อง

... ยุคที่เชื้อโรคมลพิษหดหาย ด้วยการที่อนุภาคไฟฟ้าบวกและลบ ที่ถูกพ่นเข้าไปในห้อง  ไปทำลายเชื้อโรคและสาร



พิษหลายๆประเภทได้  ทำให้เกิดห้องปลอดเชื้อหรือโซนอากาศสะอาด  คนที่เข้าไปอยู่ในโซนหรือผ่านโซนนี้  ก็จะสะอาดตามไปด้วยเพราะเชื้อโรคและสารพิษถูกทำลายทันทีที่เข้าไปในโซนหรือห้องนั้นๆ ... วิธีนี้ไม่ต้องใช้พัดลมดูดลมแรงๆ  ไม่ต้องดักจับสารพิษเข้าในเครื่อง  ชีวิตมนุษย์ลดความเสี่ยงต่อโรคภัยได้มาก  ใครเคยได้ใช้ก็จะรู้ว่าประหยัดเงินค่ารักษาพยาบาลไปนานเลย



... อ้าว โซนอากาศสะอาดไม่เคยทำได้มาก่อนเหรอ ก็มีเหมือนกันแต่เลิกใช้ไปแล้ว เป็น โอโซน หรือ แสงยูวี  สามารถสาดเข้าไปในห้องได้ เจ้าสองตัวนี้ก็ทำลายเชื้อหรือสารมลพิษได้เหมือนกัน แต่เป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิต จึงไม่สะดวกในการใช้งาน ก็นิยมใช้น้อยลงเรื่อยๆ ... ส่วนที่มีการขายในท้องตลาด จะเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงที่ว่า โอโซน หรือ แสงยูวี เหล่านี้ จะทำลายเชื้อโรคหรือสารมลพิษ ต่อเมื่อมันมีความเข้มข้นสูงมากๆ  มากจนอันตรายต่อมนูษย์ ไอ้ความเข้มข้นที่มีขายในท้องตลาด ไม่พอที่ทำให้เกิดประสิทธิภาพใช้งานจริงๆหรอก แค่ได้กลิ่นคาวปลาของโอโซน คนก็เชื่อว่ามันทำงานได้ ซึ่งไม่จริงแต่ประการใด


วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ฝุ่นละอองขนาดเล็กสามารถก่อให้เกิดอันตรายอย่างรุนแรงต่อสุขภาพประชาชน เนื่องจากเมื่อเข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ทางระบบทางเดินหายใจ จะทำลายอวัยวะของระบบทางเดินหายใจโดยตรง และยังทำให้เกิดการระคายเคืองตา ระคายคอ แน่นหน้าอก หายใจถี่ หลอดลมอักเสบ เกิดหอบหืด ถุงลมโป่งพอง และอาจเกิดโรคระบบทางเดินหายใจ

ฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน (PM2.5) และ 10 ไมครอน (PM10) หากมีค่าเกินมาตรฐาน คุณภาพอากาศจะส่งผลกระทบตอ่ ระบบทางเดินหายใจของประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ซึ่งได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจอยู่แล้วจะเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบได้ง่าย




ฝุ่นละอองขนาดเล็กสามารถก่อให้เกิดอันตรายอย่างรุนแรงต่อสุขภาพประชาชน เนื่องจากเมื่อเข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ทางระบบทางเดินหายใจ จะทำลายอวัยวะของระบบทางเดินหายใจโดยตรง และยังทำให้เกิดการระคายเคืองตา ระคายคอ แน่นหน้าอก หายใจถี่ หลอดลมอักเสบ เกิดหอบหืด ถุงลมโป่งพอง และอาจเกิดโรคระบบทางเดินหายใจ โดยเส้นทางของฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เข้าสู่ทางเดินหายใจนั้นขึ้นอยู่กับขนาด รูปร่าง และความหนาแน่น รวมถึงลักษณะของลมหายใจร่วมด้วย


ปกติมลพิษอากาศรวมทั้งฝุ่นละอองขนาดเล็กจะเข้าสู่ร่างกายโดยการหายใจ ระบบทางเดินหายใจจะแบ่งเป็น 2 ส่วน

1.       ส่วนบนคือ ช่องจมูกและหลอดลม และระบบทางเดินหายใจ
2.       ส่วนล่างคือ ท่อปอด (bronchial tubes) และปอด

ซึ่งฝุ่นที่มีขนาดใหญ่กว่า 10 ไมครอน หรือที่เรียกว่าฝุ่นที่หายใจเข้าไป (respiration particulate matter, RPM) จะรอดจากการกรองเข้าไปถึงปอดได้ ส่วนฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน จะเข้าไปถึงถุงลมปอดได้ ฝุ่นละอองขนาดเล็กเหล่านี้ทำให้เกิดการระคายเคืองและมีผลต่ออาการและโรคทางเดินหายใจ
ฝุ่นละอองเล็กๆนี้เมื่อถูกหายใจเข้าปอด จะไปเกาะติดผนัง นานเข้าก็จะคล้ายยางเหนียว ทำให้ความสามารถในการหายใจของปอดลดน้อยลง สร้างปัญหาในระยะยาวกับร่างกายต่อไปอีกนาน

โรคระบบทางเดินหายใจที่เกิดจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก ประกอบด้วย

1. โรคหลอดลมปอดอุดกั้นเรื้อรัง (Chronic obstructive pulmonary disease, COPD)
2. โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง (Chronic bronchitis)
3. โรคถุงลมโป่งพอง ( Emphysema)
4. โรคปอดอักเสบ ( Interstatial lung disease)
5. โรคหอบหืด ( Asthma)


นักวิทยาศาสตร์ที่จีนได้รวบรวมฝุ่นละออง จากนั้นนำมาสกัดและลำดับดีเอ็นเอในตัวอย่าง เพื่อระบุสายพันธุ์ของจุลินทรีย์ 1,315 ชนิด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพวกแบคทีเรีย โดยในฝุ่นละออง ที่เก็บตัวอย่างยังพบเห็ดรา และเชื้อไวรัสรวมอยู่ด้วย ผลการศึกษาล่าสุดพบเชื้อจุลินทรีย์กว่า 1,300 สายพันธุ์ลอยปะปนอยู่ในอากาศ ที่มีมลพิษของกรุงปักกิ่ง

วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2558

ผลข้างเคียงจากเครื่องสำอาง

ในประเทศไทยปัญหาการใช้ครีมหรือขี้ผึ้งสเตียรอยด์พบได้ค่อนข้างบ่อย เพราะยาในกลุ่มนี้ประชาชนสามารถซื้อหาได้เองโดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ และมีราคาถูก 10 กรัมราคาเพียง 50 บาท มีเป็นร้อยยี่ห้อ ส่วนมากประชาชนมักจะคิดว่า ครีมทาผิวภายนอกไม่ค่อยมีอันตราย



ในขณะที่ประเทศเจริญแล้ว เช่น อเมริกา, ญี่ปุ่น, สิงคโปร์ ครีมในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เกือบทั้งหมด ประชาชนไม่สามารถซื้อใช้เอง ต้องมีใบสั่งแพทย์ ร้านขายยาจึงจะขายให้ เพราะผิดกฎหมาย ครีมสเตียรอยด์มีประโยชน์ คือ แก้แพ้ แก้คัน แก้ผื่นผิวหนังอักเสบ บางคนพอใช้แล้วหน้าเรียบ ก็เลยใช้ต่อเนื่อง ถ้าใช้ช่วงสั้น ๆ ไม่เป็นไร แต่ถ้าใช้นานๆ จะติด ไม่ ใช้ไม่ได้ และเพิ่มความแรงของยาขึ้นเรื่อย ๆ ตรงนี้เองที่ทำให้เกิดปัญหาหยุดไม่ได้ พอหยุดผิวหนังจะอักเสบเห่อขึ้นมา

โดยผลข้างเคียงจากการใช้ครีมสเตียรอยด์ แบ่งได้ดังนี้

1. ประเภทเฉียบพลัน ได้แก่ 

    1.1.การเกิดสิว ครีมกลุ่มนี้ทำให้เกิดสิว โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า และหน้าอก โดยสิวที่เกิดจากสเตียรอยด์ จะแตกต่างจากสิวทั่วไป จะเห็นเป็นสิวในแบบเดียวกันทั้งหมด คือ เป็นตุ่มนูนแดง (ไม่มีหัวหนองหรือไขมันอุดตัน) 



    1.2 รอยโรคเดิมเป็นมากขึ้น พวกนี้ส่วนมากเกิดจากการใช้ยาผิดโรค เช่น เป็นโรคกลากเกลื้อนแล้วใช้ครีมสเตียรอยด์ทาจะทำให้เป็นมากขึ้น 

    1.3 เกิดผื่นแพ้สัมผัส ซึ่ง อาจเกิดการแพ้สารกันบูดหรือน้ำหอมที่ใส่ในครีมสเตียรอยด์ได้ ส่วนการแพ้ตัวสเตียรอยด์เองนั้นก็พบได้แต่พบได้น้อย

2. ประเภทเรื้อรัง ได้แก่ ทำให้ผิวหน้าบางลง ออกแดดไม่ได้ เวลาเจอแดดก็จะแสบร้อน หลอดเลือดใต้ผิวหนังเปราะแตกง่าย ขนยาวขึ้นบริเวณทายา เกิดสิวและผื่นอักเสบรอบปาก เกิดภาวะติดยา ซึ่งเป็น ปัญหาที่พบบ่อยในเมืองไทยและรักษายาก ภาวะนี้เกิดจาการใช้ครีมสเตียรอยด์เป็นเวลานาน เวลาหยุดยาแล้วจะแดง หรือโรคผิวหนังอักเสบเดิมจะเป็นมากขึ้น ทำให้หยุดใช้ยาไม่ได้และต้องใช้ครีมสเตียรอยด์ แรงมากขึ้น นอกจากนี้อาจไปกดการทำงานของต่อมหมวกไต ซึ่งมักเกิดจากการใช้ครีมสเตียรอยด์ชนิดแรงเป็นเวลานานโดยเฉพาะในเด็กและผู้สูงอายุ

ผลข้างเคียงจากการใช้สเตียรอยด์, การใช้ผลิตภัณฑ์ Whitening ที่ทำให้ผิวขาว, เครื่องสำอางปลอม และการเลือกซื้อสินค้าผลิตภัณฑ์ด้านความงาม จากการการโฆษณาทางอินเตอร์เน็ต เหล่านี้ล้วนเป็นอันตราย โดยเฉพาะครีมทาผิวบางชนิด ที่ใช้ได้เฉพาะที่ เช่น ทาบริเวณผิวหน้าเท่านั้น ห้ามนำมาทาตัว หรือทาบริเวณทั่วร่างกายห้ามทาบริเวณใบหน้า ดังนั้นการซื้อครีมทาผิว ต้องอ่านฉลากให้ละเอียดเสียก่อนนำมาใช้ ทั้งในส่วนที่วางขายตามท้องตลาดทั่วไป, ตามเว็บไซต์ต่างๆ หรือการโปรโมทขายสินค้าตามรายการโทรทัศน์เคเบิ้ลทีวีบางช่อง สื่อเหล่านี้ให้ระวัง เพราะมักจะมีการโฆษณาเกินจริง



บางครั้งครีมทาผิวดังกล่าวอาจจะเป็นของเลียนแบบ, ของปลอม หรือมีส่วนผสมของสารโคเบตาซอล ซึ่งเป็นสเตียรอยด์ชนิดที่แรงที่สุด เอาไว้รักษาโรคผิวหนังอักเสบที่เป็นเรื้อรัง หรือเป็นผื่นหนา และมีคำเตือนว่าห้ามใช้ติดต่อกันเกิน 4 สัปดาห์ สารนี้จัดเป็นยาและไม่สามารถอยู่ในเครื่องสำอางได้ สารชนิดนี้ออกฤทธิ์ที่ผิวหนังถึงชั้นหนังแท้และอาจเป็นแผลถาวร



ซึ่งผลของมันนอกจากไปยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิว, ไปรบกวนเรื่องของการสร้างอิลาสติน และคอลลาเจนของผิวหนังแล้ว ยังทำให้เกิดการแตกลายงาของผิวหนัง ทำให้ผิวบางและเส้นเลือดขยาย หากไปทาที่ใบหน้าหรือบริเวณที่มีต่อมไขมันเยอะจะทำให้เกิดสิวซึ่งรักษายากกว่าสิวทั่วไป และเมื่อผิวบางโดนอะไรจะแพ้ง่าย และมีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนังได้ด้วย 

วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

การใช้เตาไมโครเวฟ ปลอดภัยจากคลื่นรังสีหรือเปล่า มีข้อควรระวังในการใช้อย่างไรจึงปลอดภัย

คลื่นไมโครเวฟเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่อยู่ในธรรมชาติประเภทหนึ่ง เหมือนๆกับคลื่นวิทยุ คลื่นอินฟราเรด สัญญาณ 3G 4G Wifi แรงกว่านี้ก็คือพวกคลื่นเอ็กซ์เรย์ รังสีแกมม่า


คลื่นไมโครเวฟมีความยาวคลื่น 12-33 เซนติเมตร สามารถถ่ายทอดพลังงานให้แก่โมเลกุลของน้ำได้ ด้วยการขยับขั้วสนามไฟฟ้า มีผลให้โมเลกุลของน้ำเสียดสีกัน ทำให้เกิดอุณหภูมิสูงขึ้น (คล้ายเราเอามือสองข้างถูไปๆมาๆ เกิดความร้อนขึ้น) ไปมีผลทำให้อาหารสุกได้ เห็นได้ว่าความร้อนที่ทำให้อาหารสุกนั่นเอง ไม่ใช่เกิดจากการสุกด้วยกัมมันตรังสี อย่างที่เป็นข่าวลือ



อาหารที่สุกด้วยคลื่นไมโครเวฟจึงต้องมีน้ำเป็นส่วนประกอบของวัตถุดิบ ... หากอาหารวัตถุดิบไม่มีน้ำ ก็จะไม่สามารถทำให้สุกด้วยคลื่นไมโครเวฟ แต่ข้อเท็จจริงคืออาหารจะมีส่วนประกอบของน้ำอยู่ในตัวเอง จึงสุกได้อยู่แล้ว คลื่นไมโครเวฟจึงทำให้อาหารสุกจากข้างในตัวออกสู่ด้านนอก ... แตกต่างจากการใช้แก๊สหุงต้ม ไอน้ำนึ่ง การเผาปิ้ง ซึ่งทำให้อาหารสุกจากข้างนอกวัตถุดิบไปยังข้างใน

การที่อาหารสุกด้วยคลื่นไมโครเวฟ จะเริ่มจากด้านในวัตถุดิบออกสู่ด้านนอก ทำให้ผู้ปรุงอาหารสังเกตุเห็นได้ยาก (นอกจากผู้ชำนาญหรือทำบ่อยๆ) อาจต้องกะเวลาด้วยตัวเองในช่วงแรกๆ ... ควรมีข้อระวังการเดือดทะลักของอาหารหรือน้ำที่เดือด ที่พุ่งขึ้นมาจากภาชนะบรรจุ (คล้ายๆภูเขาไฟระเบิด) จึงไม่ควรมองอาหารหรือน้ำในภาชนะจากด้านบน ... เป็นหลักความปลอดภัยพื้นฐาน เฉกเช่น การต้มน้ำเดือดด้วยแก๊ส ก็ไม่ให้เปิดฝาหม้อดูในทันที , การต้มด้วยแรงดันไอน้ำสูง ต้องดูไม่ให้มีการระเบิด , การเผาปิ้งอาหารที่ทำให้เนื้อสัตว์ไหม้เกรียม หลีกเลี่ยงผิวหนังจากถ่านระอุ เป็นต้น

คุณค่าอาหารจะสูญเสียมากหรือน้อย

เราพบได้ว่าสารอาหาร โดยเฉพาะวิตามินต่างๆ จะถูกทำลายด้วยความร้อน การทำอาหารให้สุกด้วยความร้อนทุกรูปแบบ ก็จะมีส่วนให้คุณค่าอาหารเสียไป ไม่ว่าจะเป็น การต้ม การปิ้ง การนึ่ง การใช้ไมโครเวฟ มากหรือน้อยขึ้นกับอุณหภูมิและเวลาที่ใช้ทำความร้อน เป็นตัวกำหนดคุณค่าอาหารมากกกว่าวิธีการที่ใช้ปรุง ... เราพบได้ว่าการใช้ไมโครเวฟทำอาหาร จะใช้เวลาน้อยกว่าวิธีการปรุงอื่นๆ จึงน่าจะคงคุณค่าอาหารได้มากกว่า

ภาชนะที่ใช้ในการปรุงอาหาร

ภาชนะที่เข้าเตาไมโครเวฟ ก็มีข้อกำหนดเหมือนกับวิธีการปรุงอาหารด้วยวิธีอื่นๆ คือ หลีกเลี่ยงการใช้ภาชนะพลาสติคที่เข้าไม่ได้และโฟม เพราะพวกนี้จะคายสารที่ไม่ทราบออกมาเมื่อมีความร้อนสูง , โลหะที่มีความคม รวมถึงฟอยด์ ทำให้เกิดประกายไฟในเตา ... ควรใช้เซรามิค ได้ทุกประเภท แต่ต้องไม่มีสีเงินสีทอง ซึ่งเป็นตัวสะท้อนคลื่นไมโครเวฟ ทำให้เตาเสื่อมเร็วกว่าปรกติ รวมถึงอาจมีพิษจากตะกั่วที่อยู่ในสีด้วย

คลื่นไมโครเวฟจะหลุดลอดจากเตา มาทำอันตรายคนได้หรือไม่

คลื่นไมโครเวฟมีความยาวคลื่นสูง เขาจึงใช้แผ่นตะแกรงเหล็กกั้นไว้ที่ประตูด้านหน้า ไม่ให้หลุดลอดออกมาตอนเปิดใช้งานเครื่อง อย่างไรก็ตาม สามารถตรวจสอบการรั่วไหลได้ด้วยมิเตอร์วัดที่ช่างบริการศูนย์ใหญ่ๆมีอยู่แล้ว






รังสี UV หรือ Ozone ที่ใช้กันตามบ้านหรือในรถยนต์ ใช้ทำลายเชื้อโรคและกลิ่นอับได้จริงหรือไม่ ปลอดภัยจริงหรือไม่

คำถามที่มักเจอบ่อยคือ รังสียูวี หรือ โอโซน มีประสิทธิภาพในการทำลายกลิ่นอับหรือเชื้อโรคได้ดีหรือเปล่า ปลอดภัยที่จะใช้ในรถหรือตามบ้านหรือเปล่า แต่ทำไมบุคลากรทางการแพทย์ไม่ค่อยใช้กัน


กลไกในการทำลายเชื้อโรค


รังสียูวี  Ultraviolet

จะแยกออกเป็น 3 ชนิด ตามช่วงคลื่นคือ


1. UV-A   315-380 nm.
2. UV-B   280-315 nm.
3. UV-C   100-280 nm.


เราจะนิยมใช้ UV-C ซึ่งเป็นชนิดที่ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัสได้ แต่ไม่สามารถทำลายสปอร์ของเชื้ออราได้  ความสามารถในการทำลายเชื้อโรค จะขึ้นกับความเข้มของแสงต่อหน่วยพื้นที่ (เชื้อโรคแต่ละชนิดก็ต้องใช้ความเข้มแสงที่แตกต่างกัน) นอกจากนี้เชื้อโรคที่ถูกรังสียูวีทำลายได้ จะเป็นเชื้อโรคแบบอิสระเท่านั้น (ลอยในอากาศ) ไม่สามารถทำลายเชื้อโรคที่ตกบนพื้นหรืออยู่นอกรัศมีที่รังสีจะไปถึง

การทำลายเชื้อโรคด้วยวิธีการที่ว่า ปริมาณแสงที่เข้มข้นมากพอ ในเวลาสัมผัสที่เพียงพอ แสงยูวีจะทะลุเข้าไปใน DNA ของเชื้อโรค ทำให้ DNA เพี้ยนไปจากปรกติ เชื้อโรคไม่สามารถสืบพันธุ์ต่อได้ ก็จะตายในที่สุด

สารโอโซน  Ozone


                O2 + O ---> O
                O2 + O ---> O3

โอโซนแตกตัวให้ประจุของออกซิเจนที่มีความสามารถในการออกซิไดส์สูง มีผลรบกวนต่อการถ่ายโอนประจุระหว่างชั้นผนังเซลล์ ทำลายโครงสร้างผนังเซลล์ของจุลินทรีย์ และทำลายองค์ประกอบต่างๆ ภายในเซลล์ ส่งผลให้เซลล์ของจุลินทรีย์เสียหาย แบบเฉียบพลันและตายในที่สุด อีกนัยหนึ่งคือทำลายแบบสิ้นซาก


ความสามารถในการทำลายเชื้อโรคและกลิ่นของโอโซน จะขึ้นกับความเข้มข้นที่สูงและระยะเวลาที่โอโซนสัมผัสนานพอ ไม่ใช่ว่าทุกความเข้มข้นจะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปริมาณโอโซนกับการกําจัดเชื้อโรคต่างๆ

1. ไวรัส  ปริมาณโอโซน 0.5 - 1.5 ส่วนในล้านส่วน (P.P.M.) สามารถกําจัดเชื้อไวรัสได้ 99% โดยระยะเวลาการฆ่าเชื้อต้องไม่น้อยกว่า 4 นาที

2. แบคทีเรีย  ปริมาณโอโซนที่ใช้ในการกําจัดเชื้อแบคทีเรียขึ้นอยู่กับชนิด และปริมาณของแบคทีเรีย โดยทั่วไปโอโซนเข้มข้น 10 ส่วนในล้านส่วน สามารถกําจัดเชื้อแบคทีเรียได้ 99% โดยระยะเวลาการฆ่าเชื้ออย่างน้อย 10 นาที

3. เชื้อรา  ปริมาณโอโซนที่ใช้กับเชื้อราจะต้องใช้ปริมาณโอโซนมากกว่าการใช้กับเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรีย เนื่องจากเชื้อรามีการ สร้างสปอร์ฉะนั้นในการกําจัดเชื้อรา 99 % ต้องใช้ปริมาณ โอโซนประมาณ 20 ส่วน ในล้านส่วนที่ระยะเวลาการฆ่าเชื้อ อย่างน้อย 30 นาที

การเลือกใช้โอโซนทำงาน ต้องถามว่าความเข้มข้นเท่าไหร่ ทำลายกี่เปอร์เซ็นต์ ห้ามเชื้อโรคขยับไปไหนเป็นเวลานานเท่าไหร่

ในโรงพยาบาล จึงต้องให้คนออกจากห้องก่อน เพื่อความปลอดภัย จากนั้นค่อยเปิดเครื่องทำงานทิ้งไว้ได้ หลังจากปิดเครื่องแล้ว ก็ต้องปล่อยห้องให้ว่างไว้มากกว่า 4 ชั่วโมง จึงกลับเข้าไปใช้งานห้องได้อีกครั้ง ... เป็นความไม่สะดวกของการใช้งาน และเสี่ยงต่อความปลอดภัยของพนักงาน จึงมีความนิยมใช้ลดลงเรื่อยๆ

ความปลอดภัยในการใช้งานรังสียูวี และสารโอโซน

จากข้างบน จะเห็นได้ว่า วิธีการฆ่าเชื้อโรคและทำลายกลิ่นของทั้งสองวิธี เป็นการทำลายชนิดรุนแรง และมีผลต่อระดับ DNA จึงต้องคำนึงถึงความเป็นพิษที่เกิดขึ้นต่อการสัมผัสต่อมนุษย์เช่นกัน ทางหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคได้มีการกำหนดมาตราฐานความปลอดภัยไว้ (ขณะเดียวกันประสิทธิภาพการทำงานก็จะด้อยลง) อาทิเช่น

-  FDA หรือ อย. แห่งสหรัฐอเมริกา  ได้กำหนดว่าเครื่องผลิตโอโซนไม่ควรผลิตโอโซนเกิน 0.05  ppm.   (ส่วนในล้านส่วน)  สำหรับใช้ภายในอาคาร

-  OSHA   หรือ  (Occupational Safety and Health Administration)  ตั้งข้อกำหนดว่า  ไม่ควรทำงานในบริเวณที่มีความเข้มข้นของโอโซนเกิน  0.10  ppm.  เกินกว่า  8 ชั่วโมง

-  สถาบัน    NIOSH   หรือ  (National Institute of Occupational Safety and Health)  ตั้งข้อกำหนดว่า  ไม่ควรอยู่ในบริเวณที่มีโอโซนเกิน 0.10  ppm.   ไม่ว่ากรณีใด

-  สำนักงาน   EPA   หรือ (Environmental Protection Agency)  ตั้งข้อกำหนดว่า  ไม่ควรอยู่ในที่ที่มีโอโซนถึง 0.08   ppm.   เกิน 8 ชั่วโมง

ค่ามาตรฐานการสัมผัสโอโซนสำหรับ 8 ชั่วโมงการทำงานของประเทศญี่ปุ่นและออสเตรเลียคือ 0.1 ส่วนในล้านส่วน (parts per million, ppm)ส่วนมติที่ประชุมของนักสุขศาสตร์อุตสาหกรรมภาครัฐบาลแห่งสห รัฐอเมริกา (American Conferenceof Governmental Industrial Hygienists, ACGIH)ได้กำหนดค่าที่ยอมให้มีได้ในบรรยากาศการทำงาน(Threshold Limit Value, TLV) ของโอโซนเป็น 0.1 ส่วนในล้านส่วน เช่นเดียวกัน แต่เป็นค่าที่ไม่ยอมให้มีเกินค่านี้ในบรรยากาศการทำงาน ไม่ว่าในเวลาใดก็ตามค่า ceiling ระดับความเข้มข้นของโอโซนที่ 10 ส่วนในล้านส่วน  เป็นระดับที่ทำอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพทันที (ImmediatelyDangerous to Life and Health, IDLH)

การที่ต้องเข้มงวดในการกำหนดความเข้มข้นของโอโซน เพราะคุณสมบัติของมันโดยเฉพาะที่มีความเข้มข้นมาก  สามารถทำปฏิกิริยากับร่างกายได้และเป็นอันตรายต่อสุขภาพ  เมื่อหายใจเข้าไปโอโซนทำอันตรายต่อปอด  แม้ว่าจะมีปริมาณเพียงเล็กน้อยโอโซนสามารถทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอก ไอ หายใจไม่ออก เจ็บคอ ระคายเคืองคอ  โอโซนสามารถทำให้เกิดปัญหาโรคระบบทางเดินหายใจอย่างเรื้อรังอย่างเช่น โรคหอบ  นอกจากนั้นโอโซนยังทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายที่จะต่อสู้กับโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจลดลง

สรุปสั้นได้ว่า

ความเข้มข้นที่สามารถฆ่าเชื้อโรค และทำลายกลิ่นได้จริง       20      ppm
มาตราฐานที่ให้ใช้ตามบ้าน ต้องมีความเข้มข้นไม่เกิน               0.10 ppm
ความเข้มข้นที่มักพบอาการพิษให้เห็นบ่อยๆ                             0.25 ppm

ผลต่อสุขภาพระยะสั้น : โอโซนที่ระดับความเข้มข้นต่ำ (0.01-0.02 ส่วน ในล้านส่วน) ก็สามารถตรวจสอบกลิ่นได้แล้ว

โอโซนในระดับความเข้มข้น 0.25 ส่วนในล้านส่วนขึ้นไป มีผลทำให้เกิดความระคายเคืองต่อตา จมูก และคอทำให้หายใจสั้น วิงเวียน และปวดศีรษะได้

นอกจากนี้ยังพบว่าเป็นสาเหตุของความล้าและการสูญ เสียประสาทรับรู้กลิ่นด้วย คนที่มีโรคทางระบบหายใจอยู่แล้ว เช่น โรคหอบหืด ไม่ควรสัมผัสโอโซนเลย


สูดโอโซนแล้วสดชื่นจริงหรือไม่

หลายคนคงเคยได้ยินคำกล่าว “สูดโอโซนแล้วทำให้สดชื่น”คำกล่าวนี้คงทำให้หลายคนเข้าใจผิด คิดว่า โอโซน มีประโยชน์ซึ่งแท้จริงแล้วโอโซน ไม่ใช่อากาศที่มนุษย์เราใช้ในการหายใจเลย  โอโซนเป็นก๊าซไม่มีสีแต่มีกลิ่นเหม็นคาว ซึ่งเป็นพิษต่อระบบหายใจของสิ่งมีชีวิต  โอโซนมีความว่องไวในการเกิดปฏิกิริยา จึงมักจะเกิดปฏิกิริยากับสารอื่นๆในสิ่งแวดล้อม  ความรู้สึกที่ว่าโอโซนดับกลิ่นทำให้ อากาศสดชื่นนั้นความจริง เกิดจากการที่โอโซนเข้าทำปฏิกิริยากับโมเลกุลของสารที่มีกลิ่นให้กลายเป็นอีกโมเลกุลซึ่งไม่มีกลิ่น ทำให้เรารู้สึกสดชื่นนั่นเองไม่ใช่เป็นเพราะโอโซนอย่างที่เราเข้าใจกันนั่นเอง
                 



วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เชื้อไวรัส MERS คืออะไร ไม่มีวัคซีนหรือยารักษาได้จริงหรือ ทางเลือกในการป้องกันตัวเองคืออะไร

MERS เป็นเชื้อไวรัสประเภทหนึ่ง สายพันธุ์คล้ายกับเชื้อไวรัสซาร์สที่เคยอาละวาดหลายปีก่อนในแถบตะวันออกกลางคือ ซาอุดิอาระเบีย มีผลให้คนตายไปเยอะ แล้วก็หายไป จนมาพบอีกครั้งในปีนี้ที่ประเทศเกาหลี พบผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อไวรัสเมอร์สกระจายไปคลีนิคหลายแห่งและโรงพยาบาล ทำให้ผู้ที่ได้รับการติดเชื้อเมอร์สส่วนใหญ่ เป็นบุคลากรทางการแพทย์ เช่น ผู้ช่วยพยาบาล พยาบาล รวมถึงแพทย์ 



อาการของผู้ที่ได้รับเชื้อนี้เข้าไปก็คล้ายการได้รับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ แต่จะรุนแรงกว่า เช่น เป็นไข้ ปวดหัว หายใจไม่สะดวก ท้องเสีย เชื้อไวรัสเมอร์สจะแพร่ติดต่อทางอากาศ ในรูปแบบละอองฝอย (droplet) ทำให้ต้องระมัดระวังหลีกเลี่ยงการถูกไอจามพุ่งเข้าใส่ผู้คนรอบข้างตรงๆ อีกทั้งเชื้อไวรัสสามารถเกาะติดตามพื้นผิวต่างๆได้ด้วย เชื้อไวรัสเมอร์สสามารถมีชีวิตได้ 8-12 ชั่วโมงตามพื้นผิว หากคนไม่สัมผัสถูกเชื้อเมอร์ส แล้วมาป้ายตาป้ายปาก ขยี้แคะจมูก ก็สามารถติดเชื้อเมอร์สได้เช่นกัน


เชื้อไวรัสเมอร์สจะแพร่ติดต่อกับทุกเพศทุกวัย แต่มักแสดงอาการรุนแรงหรือถึงแก่ชีวิต ในกลุ่มคนสูงอายุหรือเด็ก เนื่องจากมีภูมิต้านทานต่ำกว่ากลุ่มประชากรอื่น ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันหรือยาที่รักษาได้ การให้ความช่วยเหลือเป็นการบรรเทาตามอาการต่างๆที่เกิดขึ้น เช่น ให้ลดไข้ ช่วยหายใจ




อย่างไรก็ตาม มีการศึกษาพบว่าเชื้อไวรัสไม่ว่าจะสายพันธุ์ไหนก็ตาม ความแตกต่างจะอยู่ที่ชนิดโปรตีนที่ประกอบใน DNA หรือ RNA  แต่เปลือกนอกหรือผนังเซลล์ที่ห่อหุ้มเชื้อไวรัสอยู่ จะมีส่วนประกอบเหมือนกันคือ Peptidoglycan ที่มี H-bond เป็นพันธะที่ดึงกันไว้ ทำให้เกิดเป็นเปลือกนอกห่อหุ้มของเหลวและ DNA ที่อยู่ข้างใน


การวิจัยทดสอบได้เกิดเทคโนโลยี่ใหม่ที่มีสารหรือสิ่งที่ไปดึง H-bond ให้แยกออกมาได้ ทำให้เปลือกนอกหรือผนังเซลล์ชั้นเดียวที่มีของเชื้อไวรัสแตกออกได้ เชื้อไวรัสก็ไม่สามารถคงสภาพต่อไปได้ หรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่าถูกทำลายนั่นเอง เทคโนโลยี่เหล่านี้ถูกพัฒนาคิดค้นโดยชาร์ป ภายใต้ชื่อ อนุภาค "พลาสม่าคลัสเตอร์" ในรูปแบบทางวิทยาศาสตร์ที่เรียกว่า active hydroxyl มีสูตรทางเคมีว่า OH  มีคุณสมบัติพิเศษที่ไปดึงพันธะไฮโดรเจนที่ว่านี้ได้จากผนังเซลล์เชื้อไวรัส ทำให้เชื้อไวรัสถูกทำลายทันทีที่โดนอนุภาคพลาสม่าคลัสเตอร์ หรือ เข้าไปในโซนที่พลาสม่าคลัสเตอร์มีอยู่

แต่การศึกษาก็พบว่าการทำลายเชื้อไวรัสแบบละอองฝอย อาจต้องใช้อนุภาคพลาสม่าคลัสเตอร์ที่มีความเข้มข้นสูงระดับ 25,000 ไอออนต่อซีซี ให้ผลที่ดีกว่า (จากการศึกษาทดสอบของสถาบันไวรัสวิทยา รีโทรสกรีน ประเทศอังกฤษ)

มนุษย์กับเชื้อไวรัส คงต้องสู้รบกันอีกนานเพื่อความอยู่รอดของตนเอง การเกิดสายพันธุ์ใหม่ๆของเชื้อไวรัสก็เช่นกัน มีเกิดขึ้นหลากหลายในทุกๆปี มนุษย์ควรเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน หรือมีทางเลือกในการป้องกันตัวเองจากเชื้อไวรัส เพราะอย่างไรก็คงหนีกันไม่พ้นแน่นอน

วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ครีมลดถุงใต้ตามีการทำงานอย่างไร ต้องใช้ตลอดชีวิตหรือไม่ มีข้อควรระวังอย่างไรบ้าง

ช่วงนี้ครีมลดถุงใต้ตา หรือ Instant ageless กำลังมาแรง เรามาดูว่ามันออกฤทธิ์ทำอย่างไรถึงได้ผลลัพธ์ที่รวดเร็ว











ในสูตรของเครื่องสำอางประเภทครีมลดถุงใต้ตานี้ มีสารเคมีหลายๆตัว อาทิเช่น



Water , Sodium Silicate , Magnesium Silicate , Acetyl
Hexapeptide-8 (Argireline), Phenoxyethanol, Ethylexyglycerin,
Yellow , Red 

แต่ตัวสำคัญที่มีผลต่อถุงใต้ตาก็คือ Argireline ชื่อเล่นๆว่า Botox-like  



Botox

ท้าวความถึงสารโบท็อกซ์เป็นสารที่นิยมในการฉีดใบหน้าเต่งตึง เป็นโปรตีนที่มีสายยาวชนิดหนึ่ง สกัดได้จากเชื้อแบคทีเรีย (Clostridium Botulinum) ที่ทำให้เกิดโรคท้องร่วงกับคน สารพิษโบท็อกซ์นี้มีความสามารถไปรบกวนการสั่งงานของสาร Acetyl Choline ในกลุ่มของ Snap Receptor ทำให้กล้ามเนื้อไม่หดตึงตัว ... นำไปสู่การใช้รักษาอาการตาเข เปลือกตากระตุก แต่ก็เป็นการช่วยได้แค่ชั่วคราว เพราะต้องใช้แบบบริสุทธิ์ปริมาณที่ต่ำจึงจะปลอดภัย คนไข้ต้องได้รับการฉีดซ้ำทุก 3-5 เดือน






ต่อมาแพทย์แคนาดาก็นำสารโบท็อกซ์มาฉีดลดเลือนริ้วรอยบนใบหน้าได้ชั่วคราว โดยเฉพาะตำแหน่งหน้าผากและหว่างคิ้ว ซึ่งไม่สามารถทำให้ริ้วรอยหายตลอดไป ไม่ควรฉีดบริเวณรอบริมฝีปากและผิวหนังตำแหน่งใต้ตาดำ ... สิ่งที่โบท็อกซ์ทำไม่ได้คือการช่วยทำให้ผิวสัมผัสดีขึ้น ไม่สามารถช่วยลดจุดด่างดำหรือกระตุ้นการซ่อมสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินได้



Argireline



ส่วนสารที่ใส่ในครีมลดถุงใต้ตามีชื่อว่า Argireline เป็นกลุ่มโปรตีนกรดอะมิโนขนาดเล็กที่มีความบริสุทธิ์มากกว่า 80 % ช่วยให้เกิดการยับยั้งการทำงานของ Snap receptor ส่งผลให้กล้ามเนื้อบนใบหน้าผ่อนคลาย ริ้วรอยต่างๆลดลง ในการทดสอบครีมความเข้มข้น 10 % พบว่า ผู้ทดลองเพศหญิง 10 ท่าน พบว่า ริ้วรอยที่เคยปรากฏลดลงหลังใช้


อีกมุมมองหนึ่งของสารตัวนี้

Argireline ถูกให้ระมัดระวังในคนที่แพ้สารตัวนี้ ไม่แนะนำให้ทาโดนตาหรือผิวหนังที่ไหม้จากแสงแดด หากมีอาการระคายเคืองผิวหนัง แดงบริเวณที่ทา หรือ ผิวแสบแห้ง ให้หยุดใช้ทันที ... Argireline มีอาการพิษหรือข้างเคียงที่ต่ำกว่าโบท็อกซ์ แต่ก็มีข้อควรระวังที่ยังไม่ได้พิสูจน์ในการใช้ระยะยาวอย่างต่อเนื่อง จึงแนะนำให้ใช้ทาในบริเวณจำกัด (อาจมีผลต่อการคลายกล้ามเนื้อที่อื่นได้) ... ที่แน่นอนคือ การใช้สารตัวนี้ต้องใช้แบบต่อเนื่องตลอดชีวิต เพราะผลของการลดรอยย่นใต้ตาเป็นแค่ชั่วคราวเท่านั้น อีกทั้งไม่ได้ช่วยทำให้ผิวสัมผัสดีขึ้น ไม่สามารถลดจุดด่างดำหรือกระตุ้นการซ่อมสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินได้