วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ครีมลดถุงใต้ตามีการทำงานอย่างไร ต้องใช้ตลอดชีวิตหรือไม่ มีข้อควรระวังอย่างไรบ้าง

ช่วงนี้ครีมลดถุงใต้ตา หรือ Instant ageless กำลังมาแรง เรามาดูว่ามันออกฤทธิ์ทำอย่างไรถึงได้ผลลัพธ์ที่รวดเร็ว











ในสูตรของเครื่องสำอางประเภทครีมลดถุงใต้ตานี้ มีสารเคมีหลายๆตัว อาทิเช่น



Water , Sodium Silicate , Magnesium Silicate , Acetyl
Hexapeptide-8 (Argireline), Phenoxyethanol, Ethylexyglycerin,
Yellow , Red 

แต่ตัวสำคัญที่มีผลต่อถุงใต้ตาก็คือ Argireline ชื่อเล่นๆว่า Botox-like  



Botox

ท้าวความถึงสารโบท็อกซ์เป็นสารที่นิยมในการฉีดใบหน้าเต่งตึง เป็นโปรตีนที่มีสายยาวชนิดหนึ่ง สกัดได้จากเชื้อแบคทีเรีย (Clostridium Botulinum) ที่ทำให้เกิดโรคท้องร่วงกับคน สารพิษโบท็อกซ์นี้มีความสามารถไปรบกวนการสั่งงานของสาร Acetyl Choline ในกลุ่มของ Snap Receptor ทำให้กล้ามเนื้อไม่หดตึงตัว ... นำไปสู่การใช้รักษาอาการตาเข เปลือกตากระตุก แต่ก็เป็นการช่วยได้แค่ชั่วคราว เพราะต้องใช้แบบบริสุทธิ์ปริมาณที่ต่ำจึงจะปลอดภัย คนไข้ต้องได้รับการฉีดซ้ำทุก 3-5 เดือน






ต่อมาแพทย์แคนาดาก็นำสารโบท็อกซ์มาฉีดลดเลือนริ้วรอยบนใบหน้าได้ชั่วคราว โดยเฉพาะตำแหน่งหน้าผากและหว่างคิ้ว ซึ่งไม่สามารถทำให้ริ้วรอยหายตลอดไป ไม่ควรฉีดบริเวณรอบริมฝีปากและผิวหนังตำแหน่งใต้ตาดำ ... สิ่งที่โบท็อกซ์ทำไม่ได้คือการช่วยทำให้ผิวสัมผัสดีขึ้น ไม่สามารถช่วยลดจุดด่างดำหรือกระตุ้นการซ่อมสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินได้



Argireline



ส่วนสารที่ใส่ในครีมลดถุงใต้ตามีชื่อว่า Argireline เป็นกลุ่มโปรตีนกรดอะมิโนขนาดเล็กที่มีความบริสุทธิ์มากกว่า 80 % ช่วยให้เกิดการยับยั้งการทำงานของ Snap receptor ส่งผลให้กล้ามเนื้อบนใบหน้าผ่อนคลาย ริ้วรอยต่างๆลดลง ในการทดสอบครีมความเข้มข้น 10 % พบว่า ผู้ทดลองเพศหญิง 10 ท่าน พบว่า ริ้วรอยที่เคยปรากฏลดลงหลังใช้


อีกมุมมองหนึ่งของสารตัวนี้

Argireline ถูกให้ระมัดระวังในคนที่แพ้สารตัวนี้ ไม่แนะนำให้ทาโดนตาหรือผิวหนังที่ไหม้จากแสงแดด หากมีอาการระคายเคืองผิวหนัง แดงบริเวณที่ทา หรือ ผิวแสบแห้ง ให้หยุดใช้ทันที ... Argireline มีอาการพิษหรือข้างเคียงที่ต่ำกว่าโบท็อกซ์ แต่ก็มีข้อควรระวังที่ยังไม่ได้พิสูจน์ในการใช้ระยะยาวอย่างต่อเนื่อง จึงแนะนำให้ใช้ทาในบริเวณจำกัด (อาจมีผลต่อการคลายกล้ามเนื้อที่อื่นได้) ... ที่แน่นอนคือ การใช้สารตัวนี้ต้องใช้แบบต่อเนื่องตลอดชีวิต เพราะผลของการลดรอยย่นใต้ตาเป็นแค่ชั่วคราวเท่านั้น อีกทั้งไม่ได้ช่วยทำให้ผิวสัมผัสดีขึ้น ไม่สามารถลดจุดด่างดำหรือกระตุ้นการซ่อมสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินได้


วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เอาสาร AHA ออกแล้ว หรือไม่ได้ใส่เข้าไป ทำให้โฟมล้างหน้าปลอดภัยจากสารระคายเคืองจริงหรือ

นีเวีย เมน ไวท์ แอคเน่ ออย คอนโทรล มัดโฟม คุมมัน ไร้สิว หน้าใส

https://www.youtube.com/watch?v=Y-320aUA5AI

เห็นโฆษณานี้ แล้วฟังดูดีนะ ไม่ใช้สาร AHA  ที่ทำให้ผิวหนังแห้งตึง อะไรก็ดีหมดเพราะไม่มีสารระคายเคืองผิว หรือทำลายผิว



AHA คืออะไร

มันเป็นกรดชนิดหนึ่งที่มาจากผลไม้ ส้มหรืออ้อย ชื่อเต็มว่า Alpha Hydroxy Acids   กรดก็คือกรด มีความสามารถในการกัดกร่อนผิวหนัง เมื่อเราเอามาใช้กับผิวหน้า มันก็จะกัดผิวหน้าชั้นนอก หรือ เมื่อใช้กับผิวหนัง ก็จะกัดกร่อนผิวหนังชั้นนอก ให้หลุดร่อนออกไป เหมือนเป็ดโดนถลกหนัง  จากนั้นผิวหนังชั้นล่างก็จะโผล่ขึ้นมาแทน นัยว่าได้ผิวหนังใหม่ ยังงั้นแหละ AHA ที่นำมาใช้เพื่อการนี้ ต้องมีความเข้มข้นสูง 20-70% ซึ่งต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ 



ส่วนที่ใส่ในเครื่องสำอางค์ทั่วไปมีแค่ 2% ซึ่งไม่สามารถกัดกร่อนผิวหนังชั้นนอกได้ จึงต้องคิดเองแล้วว่าจะใส่ไปเพื่ออะไร ขณะเดียวกัน หากเอาออกแล้วมาพูดว่าปลอดภัยจากสารระคายเคือง ก็ต้องมาดูว่าแล้วมีสารเคมีตัวไหนที่เหลืออยู่ในเครื่องสำอางค์อีกบ้าง ระคายเคืองหรือไม่



ข้อควรระวังของการใช้ AHA

คนผิวแห้ง หรือ แพ้สารพวกนี้ ไม่ควรใช้เพราะทำให้เกิดผื่นแดง รวมถึงความเข้มข้นที่นำมาใช้ ก็ต้องมีสัดส่วนที่เหมาะสม  หลังจากใช้สูตรผสมที่มี AHA แล้ว ผิวหนังที่เหลืออยู่จะเหมือนเด็กอนุบาล ต้องคอยประคบประหงม ไม่ควรโดนแสงแดดหรือสารเคมีชนิดอื่น


ภาพนี้เกิดหลังจากใช้เครื่องสำอางค์ที่มี AHA สูง จะเกิดผิวแห้งมากและคล้ำ คัน และหลุดร่วงไป


หลังจากใช้ AHA ความเข้มข้นสูงที่ฝ่ามือ ผิวหนังคล้ำคันก็หลุดลอกไปแล้ว เกิดแผลเป็นแข็งขึ้นมาแทน เมื่อผ่านไป 7 วัน

มีผลข้างเคียงขนาดนี้แล้ว ก็ยังเห็นโฆษณาเยอะแยะที่ระบุว่ามีความเข้มข้นถึง 70-80% มันเอามาจากไหนกัน ที่ความเข้มข้นสูงขนาดนี้ เพราะตำราแพทย์ระบุว่า หากเกินกว่า 20% ก็ต้องควบคุมดูแลใกล้ชิดกันแล้ว เมื่อนำความเข้มข้น AHA สูงขนาดนั้นมาใช้ ใบหน้าเราจะเหลืออะไร


สารอื่นที่ระคายเคือง นอกจาก AHA




สารเคมีอื่นๆยังคงมีผสมในเครื่องสำอางค์ เช่น SLS , SLES  เป็นสารเคมีที่ทำลายชะล้างได้อย่างหนักๆ ระคายเคืองผิวหนังได้มากกว่า AHA ซะอีก ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่นำไปใส่ในน้ำยาล้างจานหรอก สารพวกนี้ไม่มีเครื่องสำอางค์กล่าวถึงว่าควรจะงดหรือไม่ เพราะประสิทธิภาพทำลายล้าง ช่างหน้ากลัวเหลือเกิน



ผลจากการใช้สารลดแรงตึงผิว หรืออีกชื่อหนึ่งคือ สารทำให้เกิดฟอง ชื่อย่อทางเคมีคือ SLS น่าจะเป็นสารระคายเคืองที่สร้างปัญหาใหม่และกว้างขวางกว่าสารเคมีตัวอื่น



 

วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ไทยมีผู้ป่วยวัณโรคเพิ่มขึ้นทุกปี วัณโรครักษาหายได้แต่ยากที่ป้องกันจริงหรือ คนที่ไม่มีอาการก็เป็นพาหะแพร่ทางอากาศได้หรือเปล่า

องค์การอนามัยโลก  (WHO) จัดให้ไทยเป็นประเทศที่มีผู้ป่วยวัณโรคสูงเป็นอันดับที่ 18 ของโลก จากเดิมอยู่อันดับที่ 22 ของโลกในกลุ่มที่มีผู้ป่วยวัณโรคมากที่สุด

ศ.เกียรติยศ นพ.สงคราม ทรัพย์เจริญ ประธานกรรมการกลาง สมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวในงานจัดประชุมวิชาการวัณโรคและโรคระบบทางการหายใจระดับชาติ ประจำปี 2558 ว่า ขณะนี้องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้ไทยเป็นประเทศที่มีผู้ป่วยวัณโรคสูงเป็นอันดับที่ 18 ของโลก จากเดิมอยู่อันดับที่ 22 ของโลกในกลุ่มที่มีผู้ป่วยวัณโรคมากที่สุด ที่สำคัญขณะนี้ถือว่าไทยยังมีปัญหาเชื้อวัณโรคดื้อยาจำนวนมาก โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ เช่น กทม. เป็นต้น นอกจากนี้ไทยยังมีปัญหากลุ่มโรคถุงลมโป่งพองและโรคติดเชื้อ ที่สามารถติดต่อกันได้ ดังนั้นตรงนี้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ต้องเฝ้าระวังป้องกันในกลุ่มโรคเหล่านี้ด้วย

ด้าน ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า WHO รายงานตัวเลขผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ปีละ 9 ล้านราย แต่เข้าถึงการรักษาเพียง 6 ล้านรายเท่านั้น ส่วนสถานการณ์ในไทยมีแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มขึ้น โดยในปี 2556 พบผู้ป่วย 113,900 ราย แต่ลงทะเบียนการรักษาเพียง 67,000 ราย แต่ขณะเดียวกันก็พบผู้ป่วยดื้อต่อยารักษาหลายขนานถึงร้อยละ 2 ส่วนผู้ป่วยรายเก่าดื้อยาร้อยละ 19 ทำให้ต้องเสียค่ารักษาสูงกว่าเดิมเป็นร้อยเท่า จากหลักแสนบาทเป็นหลักล้านบาท ดังนั้น สธ.จึงได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติปี 2558-2562 เน้นหนัก 3 เรื่องคือ ค้นให้พบ จบด้วยหาย พัฒนาเครือข่ายและระบบดูแล เพื่อลดป่วย ลดตาย ลดขาดยา และป้องกันเชื้อดื้อยา โดยมีเป้าหมายลดอัตราผู้ป่วยรายใหม่ลงร้อยละ 20 จาก 170 ต่อแสนประชากรให้เหลือ 136 ต่อแสนประชากร ผู้ป่วยวัณโรคทุกคนจะได้รับการรักษาฟรี การรักษาจะช่วยตัดการแพร่เชื้อไปสู่คนรอบข้าง


ประเทศไทยมีผู้ป่วยวัณโรคเพิ่มขึ้นปีละกว่าแสนราย แต่เข้ารักษาแค่ 50% ก็หมายความว่า ทุกวันนี้มีผู้ป่วยที่สามารถแพร่เชื้อวัณโรคมากถึง 50,000 คนต่อปี ผู้ป่วยบางคนก็ไม่แสดงอาการให้เห็นและสามารถเป็นพาหะของเชื้อได้นานกว่า 15 ปี เชื้อวัณโรคนี้แพร่กระจายติดต่อได้ทางอากาศ จึงเป็นความเสี่ยงสูงต่อการแพร่กระจายในที่สาธารณชน โดยเฉพาะผู้ที่โดยสารเดินทางด้วยรถเมล์ รถตู้ ที่มีความแออัดชนิดที่ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร

ผู้ป่วยวัณโรคที่ได้กินยาตามกำหนดครบทุก 1 ปี ก็สามารถหายจากโรคนี้ได้ แต่ส่วนใหญ่หลงลืมบ้าง ขาดยาบ้าง ทำให้เป็นโรคเรื้อรังที่สร้างปัญหาใหม่ขึ้นมา อาทิเช่น เกิดการดื้อยา แพร่เชื้อวัณโรคให้ผู้ใกล้ชิด การติดตามผู้ป่วยให้รับการรักษาอย่างเคร่งครัด เป็นสิ่งที่แพทย์กระทำอยู่


เชื้อวัณโรค เป็นเชื้อแบคทีเรียประเภทหนึ่ง ที่ทำให้เกิดเจ็บป่วยในระบบทางเดินหายใจ ไมโคแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลซิส (Mycobacterium tuberculosis) หรือที่เรียกย่อๆว่า TB ชอบอยู่ในที่ที่มีออกซิเจนมากๆ เช่น ปอด เชื้อนี้จะทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการไอติดต่อกันเป็นเวลานานและเกิดแผลในปวดจนทำให้เสียชีวิตได้





วัณโรคเป็นโรคที่ติดต่อโดยการแพร่กระจายจากผู้ป่วยขณะไอ จาม หรือแม้กระทั่งการพูดคุย โดยเชื้อจะออกมาจากน้ำลายหรือละอองเสมหะและจะลอยอยู่ในอากาศได้เป็นเวลานาน โดยเฉพาะในที่ที่อากาศไม่ถ่ายเทหรือไม่ค่อยมีแสงส่องถึง เช่น ตลาดสด ห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนต์ ในเครื่องบิน ในรถประจำทาง เมื่อเราหายใจเอาเชื้อวัณโรคเข้าไปก็จะทำให้มีโอกาสติดเชื้อได้ ถ้าเป็นผู้ที่มีร่างกายแข็งแรง ร่างกายจะสามารถควบคุมเชื้อวัณโรคไว้ได้ด้วยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย แต่ถ้าเป็นผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ เช่น เด็ก คนชรา ผู้ที่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคไต ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบ่องพร่องอย่างเอดส์ ผู้ที่ติดยาเสพติดหรือสุรา ก็จะมีโอกาสป่วยเป็นวัณโรคได้สูงเมื่อได้รับเชื้อเข้าไป



เชื้อวัณโรคนี้สามารถล่องลอยปลิวฟุ้งอยู่ในอากาศได้ ถ้าผู้ป่วยที่มีเชื้อวัณโรคอยู่ในร่างกายเกิดไปบ้วนน้ำลาย ถ่มถุย จามหรือไอออกมา เชื่อวัณโรคที่มีอยู่ก็จะฟุ้งกระจายไปได้เป็นละอองฝอย เสมหะที่เปียกอยู่แห้งก็มีสิทธิ์ที่จะปลิวว่อนไปในอากาศได้หากมีกระแสลมพัดพาไป

เมื่อมีผุ้ไปสูดหายใจในระหว่างที่เชื้อวัณโรคปลิวว่อนอยู่เข้ามาไปในปอดก็จะทำให้ปอดเกิดอักเสบขึ้นมาในที่สุด เกิดป่วยวัณโรคไปได้อีกหนึ่งรายทันที บางส่วนของวัณโรคจะเล็ดลอดเจ้าไปในกระแสเลือดแล้วแพร่กระจายออกไปในอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย เช่น ปอด ลำไส้ กระดูก ไต สมอง มีโอกาสรับเชื้อวัณโรคทั้งนั้น


ระยะที่โรคแสดงอาการค่อนข้างจะล่าช้าและยาวนานมาก จึงทำให้ผู้ป่วยละเลยในการรักษากันไป คิดว่าคงจะไม่เป็นไรนัก มีแต่ผู้ที่มารับการรักษาที่มีอาการรุนแรงมากแล้วเป็นส่วนใหญ่ โดยมากผู้ป่วยจะได้รับเชื้อวัณโรคมาตั้งแต่เด็ก วัณโรคระยะนี้จึงถูกเรียกว่า “วัณโรคในเด็ก” หรือ “วัณโรคปฐมภูมิ” เชื้อโรคส่วนมากจะสงบนิ่งอยู่ภายในร่างกายตลอดไปไม่มีอาการผิดปกติอะไรเลย


โรคนี้รุกเงียบจริงๆ จะมีแสดงอาการอยู่บ้างก็เป็นผู้ที่มีความต้านทานน้อยอาการของโรคก็แสดงออกมาได้ ระยะหลังนี้เราเรียกว่า “วัณโรคผู้ใหญ่” หรือ “วัณโรคทุติยภูมิ” นั่นเอง ผู้ทีความต้านทานน้อยลงเชื้อวัณโรคก็จะกำเริบ ผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ่สุขภาพไม่ดี ร่างกายทรุดโทรมเชื้อวัณโรคจ้องเล่นงานเอาได้อย่างรวดเร็ว

วัณโรคมีอาการอย่างไรบ้าง?


  • อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
  • เบื่ออาหาร น้ำหนักลด
  • มีไข้ต่ำๆ หนาวสั่นและมีเหงื่อออกตอนกลางคืน
  • ในระยะแรกจะมีอาการไอแห้งๆ
  • ต่อมาจะไอมีเสมหะและจะไอมากในเวลาเข้านอน ตื่นนอนตอนเช้าและหลังอาหาร
  • ไอเรื้อรังนานกว่า 3 สัปดาห์ ในรายที่เป็นมากๆจะหอบหรือไอเป็นเลือดก้อนแดงๆหรือเลือดดำๆออกมาด้วย
  • เด็กมักมีอาการรุนแรงกว่าผู้ใหญ่เพราะมีภูมิคุ้มกันน้อย
  • ในรายที่เป็นน้อยๆผู้ป่วยบางคนอาจจะรู้สึกแน่นหรือเจ็บหน้าอกโดยไม่มีอาการไอ

วิธีป้องกันตัวจากการเป็นวัณโรค


  • รักษาร่างกายให้แข็งแรง
  • อยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเท เช่น ในห้องก็ควรจะเปิดหน้าต่างให้มีลมพัดเข้ามาบ้างเพราะการปิดห้องและเปิดแต่เครื่องปรับอากาศนั้นจะทำให้อากาศไม่หมุนเวียนและอาจเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อวัณโรคได้
  • เมื่อมีอาการไอควรสวมผ้าปิดปากเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่กระจายสู่ผู้อื่น
  • ควรรีบไปรักษาให้หายโดยเร็วที่สุดเพราะเมื่อคุณหายทุกคนก็ปลอดภัย ส่วนไหนของร่างกายที่ได้รับผล

ทางเลือกของการป้องกันตัวเองจากเชื้อวัณโรค

ในโรงพยาบาลจะมีการคัดแยกผู้ป่วยวัณโรคด้วยการเข้าพักในห้อง negative pressure แต่ก็มีราคาก่อสร้างสูงมาก ห้องประเภทนี้จึงมีจำกัด (ห้องแบบนี้ใช้คัดแยกคนไข้ติดเชื้อไวรัสรุนแรงด้วย) สำหรับพยาบาล ญาติหรือคนใกล้ชิดผู้ป่วย ก็ต้องระมัดระวังการรับเชื้อตัวนี้เช่นกัน มาตรการณ์ทั่วไปที่ใช้กัน ก็เช่นที่กล่าวในข้างบน




นอกเหนือจากวิธีดังกล่าว เคยมีการใช้รังสี UV หรือ โอโซนในระดับเข้มข้นสูงเกินกว่า 20 ppm (20 ส่วนใน 1,000,000 ส่วน) มาทำลายเชื้อวัณโรค แต่ก็ทำได้แค่บริเวณที่จำกัดและใช้ได้ในบริเวณไม่มีคนอยู่เท่านั้น (เป็นพิษต่อคน มีการกำหนดให้ใช้โอโซนตามที่อยู่อาศัยไม่เกิน 0.01 ppm)  นอกจากนี้ประสิทธิภาพในการทำลายต่ำลงเมื่ออากาศมีความชื้นสูงขึ้น (ไม่เหมาะกับประเทศแถบเอเชีย ที่มีความชื้นสูง)


นวตกรรมที่เกิดขึ้นมาปัจจบัน ทำให้บุคคลทั่วไปมีทางเลือกในการลดความเสี่ยงจากการรับเชื้อวัณโรคนี้บ้างแล้ว เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าใครที่เป็นพาหะของเชื้อวัณโรคอยู่บ้าง



ระบบอนุภาคพลาสม่าคลัสเตอร์ ที่สามารถทำลายเชื้อไวรัส เชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย จึงได้ถูกนำมาทดสอบว่าสามารถทำลายเชื้อวัณโรคได้หรือไม่


การทดสอบที่สถาบันโรคทรวงอก นนทบุรี ได้พบความจริงที่ว่า อนุภาคพลาสม่าคลัสเตอร์ระดับเข้มข้นจะทำลายเชื้อวัณโรคที่นำมาจากตัวอย่างห้องคนไข้ได้อย่างมีนัยสำคัญ การนำเครื่องฆ่าเชื้อโรคทางอากาศระบบนี้ก็เป็นการลดความเสี่ยงของบุคคลทั่วไปในตอนนี้








ผลการทดสอบว่าพลาสม่าคลัสเตอร์สามารถทำลายเชื้อวัณโรคได้ ถูกตีพิมพ์ในวารสารสมาคมโรคทรวงอกแห่งประเทศไทย และถูกนำเสนอในที่ประชุม สหพันธุ์แพทย์โรคทรวงอกแห่งโลก ที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน





เครื่องฆ่าเชื้อโรคทางอากาศระบบพลาสม่าคลัสเตอร์ ได้ถูกนำมาติดตั้งในโรงพยาบาล เพื่อลดความเสี่ยงต่อบุคลากรการแพทย์ ที่ต้องเสี่ยงภัยต่อการรับเชื้อวัณโรคโดยไม่รู้ตัว



หมอกฝุ่น (Smog) คืออะไร มีมหันต์ภัยต่อสุขภาพของคนแค่ไหน วิธีป้องกันตัวเองเมื่อเจอหมอกฝุ่นเหล่านี้


ฝุ่นละออง (Particulate Matter)  :  PM10

อนุภาคของแข็งและหยดละอองของเหลวที่แขวนลอยกระจายในอากาศ อนุภาคที่กระจายในอากาศนี้บางชนิดมีขนาดใหญ่ และมีสีดำจนมองเห็นเป็นเขม่าและควัน แต่บางชนิดมีขนาดเล็กมากจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ฝุ่นละอองที่แขวนลอยในบรรยากาศ โดยทั่วไปมีขนาดตั้งแต่ 100 ไมครอนลงมา ฝุ่นละอองสามารถก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของคน สัตว์ พืช เกิดความเสียหายต่ออาคารบ้านเรือน ทำให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญต่อประชาชน บดบังทัศนวิสัย ทำให้เกิดอุปสรรคในการคมนาคม ขนส่ง นานาประเทศจึงได้มีการกำหนดมาตรฐานฝุ่นละออง




ในบรรยากาศขึ้น สำหรับในประเทศสหรัฐอเมริกา US. EPA (United state Environmental Protection Agency) ได้มีการกำหนดค่ามาตรฐานของฝุ่นรวม (Total Susoended Particulate) และฝุ่น Pm10 แต่เนื่องจากมีการศึกษาวิจัย ฝุ่นขนาดเล็กนั้นจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพมากกว่าฝุ่นรวม เนื่องจากสามารถผ่านเข้าไประบบทางเดินหายใจส่วนในและมีผลต่อสุขภาพมากกว่าฝุ่นรวม ดังนั้น US. EPA จึงได้มีการยกเลิกค่ามาตรฐานฝุ่นรวม และกำหนดค่ามาตรฐานฝุ่นขนาดเล็กเป็น 2 ชนิด คือ PM10 และ PM2.5
PM10 ตามคำจำกัดความของ US. EPA หมายถึง ฝุ่นหยาบ (Course Particle) เป็นอนุภาคที่มีเส้นผ่านศุนย์กลาง 2.5 – 10 ไมครอน มีแหล่งกำเนิดจากการจราจรบนถนนที่ไม้ได้ลาดยางตามการขนส่งวัสดุฝุ่นจากกิจกรรมบด ย่อย หิน


PM2.5 ตามคำจำกัดความของ US. EPA
หมายถึง ฝุ่นละเอียด (Final Particles) เป็นอนุภาคที่มีเส้นผ่านศุนย์กลางเล็กกว่า 2.5 ไมครอน ฝุ่นละเอียดที่มีแหล่งกำเนิดจากควันเสียของรถยนต์ โรงไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรม ควันที่เกิดจากการหุงต้มอาหารโดยใช้ฟืน นอกจากนี้ก๊าซ SO2 NOx และสาร VOC จะทำปฏิกิริยากับสารอื่นในอากาศทำให้เกิดฝุ่นละเอียดได้
ฝุ่นละอองขนาดเล็กจะมีผลกระทบต่อสุขภาพเป็นอย่างมาก เมื่อหายใจเข้าไปในปอดจะเข้าไปอยู่ในระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง ในสหรัฐอเมริกาพบว่า ผู้ที่ได้รับฝุ่น PM10 ในระดับหนึ่งจะทำให้เกิดโรค Asthma และ ฝุ่น PM2.5 ในบรรยากาศจะมีความสัมพันธ์กับอัตราการเพิ่มของผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจและโรคปอด และเกี่ยวโยงกับการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร โดนเฉพาะผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคหืดหอบ และเด็กจะมีอัตราเสี่ยงสูงกว่าคนปกติด้วย  ในประเทศไทยมีการให้ความหมายของคำว่าฝุ่นละอองได้ดังนี้ ฝุ่นละอองหมายถึง ฝุ่นรวม(Total Suspended Particulate) ซึ่งเป็นฝุ่นขนาดใหญ่ที่มีเส้นผ่านศุนย์กลาง ตั้งแต่ 100 ไมครอนลง ส่วนฝุ่นขนาดเล็ก (PM10) หมายถึง ฝุ่นที่มีเส้นผ่านศุนย์กลางตั้งแต่ 10 ไมครอนลงมา
สารมลพิษที่อยู่ในอากาศอาจอยู่ในรูปก๊าซหรือในรูปอนุภาคแขวนลอยที่ลอยปะปนอยู่ในอากาศ ความรุนแรงของสารมลพิษที่มีต่อสุขภาพขึ้นอยู่กับขนาดของฝุ่นละออง ความเข้มข้น และระยะเวลาที่สัมผัส รวมทั้งสภาพร่างกายของผู้รับแต่ละคนด้วย โดยอนุภาคแขวนลอยมีขนาดตั้งแต่ 0.01-1,000 ไมครอน แต่อนุภาคที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมนุษย์คือ อนุภาคที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่า 10 ไมครอนหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งได้ว่า สารอนุภาค (Suspended particulate matter) PM10 หมอกควันจัดเป็นฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า PM10 ซึ่งสามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจส่วนปลายได้  
หลายงานวิจัยได้ยืนยันว่าการได้รับฝุนละอองขนาด PM10 ไม่ว่าจะเป็นช่วงสั้นๆ หรือเป็นเวลานานล้วนแต่ทำให้ภาวะความเจ็บป่วยและความตายของมนุษย์เพิ่มขึ้น โดยระดับความเข้มข้นของการได้รับฝุนละอองขนาด PM10 ที่มากขึ้นจะเพิ่มอัตราเสี่ยงในการเป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ โรคหลอดเลือดหัวใจ และภูมิแพ้ต่างๆ 

ดังนั้นไม่ว่าในแต่ละวันจะได้รับในปริมาณฝุ่นละอองที่มากหรือน้อยก็เป็นอันตรายต่อร่างการ เกิดการสะสมในร่างกายเพราะอนุภาคของฝุ่นละอองมีขนาดเล็กมาก สามารถไปเกาะอยู่ตามเส้นเลือดฝอยและผนังของทางเดินหายใจ ทำให้ระบบทางเดินหายใจเกิดการระคายเคืองและอักเสบได้ จนเกิดอาการไอ หอบหืด หลอดลมอักเสษ แต่ถ้าเข้าไปในปอดแล้วไม่สามารถขับออกมาได้ สารพิษดังกล่าวจะมีสารประกอบอินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง และแทบทุกชนิดเป็นสารคงอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานไม่สลายตัว ฉะนั้นเราทุกคนควรตระหนักถึงพิษจากหมอกควัน ฝุ่นละอองขนาดเล็กให้มากยิ่งขึ้น


สาเหตุที่ทำให้เกิดหมอกฝุ่น (SMOG)


หลักๆมาจาก 3 อย่างคือ
1. ก๊าซที่เกิดจากการเผาไหม้ของรถยนต์และมอเตอร์ไซด์ มักพบในเมืองใหญ่ๆ
2. หมอกที่เกิดจากอากาศเปลี่ยนแปลง และการเผาป่า  มีทั้งในประเทศมาเลเซียและประเทศเพื่อนบ้าน
3. มลพิษที่เกิดจากโรงงานอุตสาหกรรม
เราจะพบมลพิษอากาศสูงที่สุดคือ หมอกฝุ่น  ที่เป็นปัญหาครอบคลุมทั้งประเทศมาเลเซีย และประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เรายังพบสารเคมีอินทรีย์ในกลุ่มหมอก สารเคมีอินทรีย์เหล่านี้รวมถึง โทลูอีน  ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้ในทางกสิกรรมและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลี่ยม  อันเป็นสารหนึ่งที่จัดอยู่ในสารพิษต่อมนุษย์  และยังรวมไปถึงสารเคมีอีกตัวที่ชื่อ “เพนตานอน”  ที่มีชื่อทางเคมีว่า 2-Pentanone, 4-hydroxy-4-methy  มักมีต้นตอมาจากน้ำมันดีเซล





วิธีการป้องกันตัวเมื่ออยู่ในสภาวะหมอกฝุ่น




แน่นอนว่าคงหนีไม่พ้นว่า ต้องใช้หน้ากาก ซึ่งสามารถกันได้เฉพาะฝุ่นอนุภาคใหญ่ๆเท่านั้น มีการศึกษาพบว่า หมอกฝุ่นที่มีขนาดอนุภาคเล็กกว่า ประกอบด้วย PM2.5 ที่มีอันตรายมากต่อสุขภาพคน ไม่ใช่แค่ฝุ่นละเอียดที่เข้าไปในทางเดินหายใจได้อย่างเดียว มันจะมีสารมลพิษหรือจุลินทรีย์เกาะติดฝุ่นที่มีเนื้อผิวกว้างเหล่านี้ไปด้วย กว่า 1,300 ชนิด เมื่อ PM2.5 เข้าไปในทางเดินหายใจ จะลงไปลึกถึงขั้นสุดของปอด เกาะติดผนังของปอดพร้อมกับสารพิษ เชื้อโรคต่่างๆ เป็นสาเหตุของโรคปอดอักเสบ โรคความดันโลหิต และตายได้ในที่สุด



ที่ประเทศมาเลเซีย มีมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งทำการวิเคราะห์ตัวอย่างอากาศที่มีมลพิษอยู่นั้น  มาทดสอบในห้องขนาดปริมาตร 25.6 ลูกบาศก์เมตร ด้วยการเปิดใช้งาน  เครื่องฟอกอากาศชาร์ป พลาสม่าคลัสเตอร์ 3 รุ่น ทุกรุ่นพ่นอนุภาคพลาสม่าคลัสเตอร์ออกมาที่ความเข้มข้น 7000 ไอออนต่อซีซี และมีแผ่นกรอง HEPA (High Efficiency Purifying Air Filter) อยู่ภายในเครื่อง การเปิดทดสอบใช้งานแต่ละห้อง กินเวลานาน  22 , 38 และ 25  นาทีตามลำดับ  พบผลลัพธ์ว่า สามารถกำจัดสารที่มีอนุภาคขนาดเท่ากับหรือมากกว่า  0.0633  ไมครอน ออกจากห้องดังกล่าวได้ถึง  99% (ปกติเครื่องฟอกอากาศทั่วไป มีแผ่นกรอง HEPA ที่มีคุณสมบัติในการกรองสารอนุภาคใหญ่กว่า 0.3 ไมครอน ได้ 99.97%) การค้นพบครั้งนี้ เป็นประโยชน์่ใหญ่หลวงที่จะนำระบบผสมผสานระหว่าง อนุภาคพลาสม่าคลัสเตอร์ กับ แผ่นกรอง HEPA ในการต่อสู้กับหมอกฝุ่น (smog)

เรายังพบอีกว่าเครื่องฟอกอากาศระบบผสมผสานระหว่าง อนุภาคพลาสม่าคลัสเตอร์ กับ แผ่นกรอง HEPA สามารถลดสารพิษระเหย “โทลูอีน” และ “เพนทานอน”  (สารพิษระเหยสองตัว ที่พบในหมอกฝุ่น เกิดมาจากขบวนการผลิตโรงงานอุตสาหกรรม เป็นสารเคมีที่ผสมในปุ๋ยใส่ดิน) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยปริมาณของสารพิษ “โทลูอีน”  ถูกกำจัดไป  91% , 98%  เมื่อเวลาผ่านไป  24 และ  48  ชั่วโมงตามลำดับ  ขณะที่ “เพนทานอน”  ถูกกำจัดไป  44% และ  70%  เมื่อเวลาผ่านไป  24 และ 48 ชั่วโมงตามลำดับ

เป็นทางเลือกใหม่ ของการรับมือป้องกันตัวเองจากหมอกฝุ่นที่เจอในเมืองใหญ่ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ






กระต่ายที่แสนโชคดี ในฟาร์มที่สร้างอากาศสะอาดด้วยระบบฆ่าเชื้อโรคทางอากาศ เมื่อไหร่คนจะเห็นคุณค่าของตัวเองซักที

เกิดเป็นกระต่าย อยู่ที่ฟาร์ม Bunny Day Off ก็ดีอย่างนะ อากาศในห้องมีการสร้างภาวะจำลองธรรมชาติ ด้วยการใช้เครื่องฆ่าเชื้อโรคทางอากาศระบบพลาสม่าคลัสเตอร์ (ใช้กรรมวิธีจำลองความสะอาดแบบธรรมชาติ) กระต่ายเหล่านี้เป็นการนำเข้ามาจากต่างประเทศ พ่อพันธุ์แม่พันธุ์จึงต้องมีความแข็งแรง อยู่อย่างเป็นสุขอารมณ์ดี ไม่เจ็บป่วย เพราะกระต่ายเป็นสัตว์ที่ใจเสาะ ป่วยง่ายๆ แถมตัวมันเองนั่นแหละเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ป่วยบ่อยๆ



มูลและปัสสาวะของกระต่ายจะให้เกิดสารบางอย่าง เช่น แอมโมเนีย เป็นสารที่ระเหยทำให้กระต่ายมีอาการระคายเคืองตา ตาเริ่มแดงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมันมีอารมณ์เครียด ก็จะมีปัญหาสุขภาพอ่อนแอทันที จะไม่เบิกบาน ไม่กินอาหาร สามารถตายได้ในไม่กี่วัน เดิมที่กระต่ายพวกนี้ต้องสลับกันไปหาหมอทุก 4-5 วัน (ยิ่งกว่าคนไปโรงพยาบาลซะอีก) 







เจ้าของฟาร์มกระต่ายเอาเครื่องฆ่าเชื้อโรคทางอากาศ พลาสม่าคลัสเตอร์ มาติดตั้งวางในฟาร์ม (อิจฉากระต่ายจัง คนยังไม่มีเครื่องพวกนี้มาใช้กันทุกบ้านเลย มีแต่ใช้กันมากในโรงพยาบาล) พบว่าอากาศสะอาดขึ้นทันที เข้าใจว่าเชื้อโรคถูกทำลายลง และ ก๊าซแอมโมเนียที่มาจากมูลหรือปัสสาวะของกระต่าย ได้ถูกทำลาย ตัวประเมินผลที่มีเห็นได้เป็นรูปธรรมก็คือ กระต่ายพันธุ์พ่อแม่เหล่านี้ก็เจ็บป่วยน้อยลง ลดความถี่และค่าใช้จ่ายที่ต้องไปหาหมอ มากกว่า 80% ในแต่ละเดือน 








น่าอิจฉากระต่ายพวกนี้จัง ที่อยู่ห้องที่สะอาด อากาศดี  ไอ้เราซิ ต้องทนมลพิษในอากาศต่อไป

วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เชื้อไวรัสคืออะไร หลากหลายสายพันธุ์ เชื้อไวรัสไข้หวัดแพร่กระจายได้อย่างไร วิธีป้องกันใหม่ๆมีอะไรบ้าง

เชื้อไวรัส (virus) คืออะไร


ไวรัสจัดเป็นจุลินทรีย์อีกชนิดหนึ่ง ที่ก่อโรคแก่มนุษย์ เช่นเดียวกับเชื้อแบคทีเรีย  หน่วยของไวรัสเองจะมีรหัสกรดนิวคลีอิคที่เป็น ดีเอ็นเอ [DNA] หรือ อาร์เอนเอ [ RNA ] ก็ได้แล้วแต่ชนิดของไวรัสนั้น  หน่วยของไวรัสไม่มีเครื่องมือสำหรับการแบ่งตัวสร้างหน่วยใหม่โดยตัวเอง  มันจึงจำเป็นต้องอาศัยเซลล์ที่มีชีวิตอื่นเพื่อทำการยังชีพ และเพิ่มจำนวนตัวเอง  อีกนัยหนึ่งตามความหมายที่ว่านี้ ไวรัสจึงคล้ายๆพยาธิที่คอยเกาะกินเซลล์ที่มีชีวิต เช่น เซลร่างกายมนุษย์ และเพิ่มจำนวน  ในการเข้าสิงสู่อาศัยในเซลล์ร่างกายมนุษย์ บางเซลล์มนุษย์อาจถูกทำลายลง แต่บางเซลที่ไวรัสอาศัยอยู่ก็ไม่ถูกทำลาย ตกอยู่ในสภาพการเกาะกินอย่างเรื้อรังยาวนาน เช่น พวกไวรัสโรคเฮอร์ปีส์ [ Hepesvirus ] หรือไวรัสบางพวกเลียนแบบเซลล์ปกติของร่างกายก่อให้เกิดการแบ่งตัวจนกลายเป็นเนื้องอกขึ้นมาได้และเนื่องมาจากการสิงสู่ในเซลล์ การเลียนแบบเซลล์ปกติของมนุษย์นี่เอง ทำให้การค้นหาเชื้อ การวินิจฉัย รวมทั้งการใช้ยารักษาทำลายเชื้อจึงเป็นไปด้วยความยากลำบาก
               

เชื้อไวรัสเป็นเชื้อที่ทำให้เกิดโรคที่มีขนาดเล็กที่สุด เล็กกว่าเชื้อโรคมาก มองไม่เห็นดัวย กล้องจุลทรรศ์ธรรมดา ต้องดูด้วยกล้องจุลทรรศ์แบบ อิเล็กตรอนจึงจะเห็นได้




ตัวไวรัสประกอบด้วยโปรตีนซึ่งเป็น RNA หรือ DNA  อย่างใดอย่างหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียวอยู่ในส่วนกลางของตัวไวรัส (Core) ซึ่งเป็นตัวแสดงพันธุกรรม (Genome) ของเชื้อไวรัสนั้นๆ และมีเปลือกหุ้มอีกชั้นเป็นสารโปรตีนที่เรียกว่า Capsid เซลล์ของเชื้อไวรัสต่างไปจากเซลล์ของคนและสัตว์ที่มีชีวิตอื่นๆ ซึ่งในเซลล์จะมีโปรตีนทั้งสองชนิดเป็นส่วนประกอบอยู่ ไวรัสบางตัวอาจมีเยื่อหุ้มบุอีกชั้นซึ่งมีสารไขมัน เป็นส่วนประกอบที่เรียกว่า Envelope ไวรัสจะเรียกว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิตก็ได้ เพราะในตัวมันไม่มีพลังงานสะสมในตัว ไม่มีการแบ่งตัว ไม่มีการเคลื่อนไหวเมื่ออยู่นอกเซลล์ของคน สัตว์ พืช หรือแม้แต่เชื้อโรคที่ได้รับเชื้อเข้าไป มันจะเพิ่มจำนวนและทำให้เกิดโรคได้ก็ต่อเมื่อเข้าไปอยู่ในเซลล์ของผู้ติดเชื้อแล้วเท่านั้น ซึ่งเซลล์เหล่านั้นทำหน้าที่เหมือนเป็นโรงงานผลิตเชื้อไวรัส


ความแตกต่างหลากหลายของสายพันธุ์ จะมีที่ โปรตีนนิวคลีอิคแอซิค ซึ่งเป็นส่วนประกอบของ DNA หรือ RNA ตรงแกนกลาง หากโปรตีนต่างชนิดกันก็จะทำให้เกิดสายพันธุ์ไวรัสที่แตกต่างกันไป เราจึงพบสายพันธุ์ใหม่ๆของเชื้อไวรัสได้ง่าย ... ส่วนประกอบอื่นเช่น ผนังชั้นนอก ของเหลวชั้นใน จะไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ



ลักษณะโรคเป็นการติดเชื้อไวรัสที่ระบบทางเดินหายใจแบบเฉียบพลัน 



มีลักษณะทางคลินิกที่สำคัญคือ มีไข้สูงแบบทันทีทันใด ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่สำคัญที่สุดโรคหนึ่งในกลุ่มโรคติดเชื้ออุบัติใหม่และโรคติดเชื้ออุบัติซ้ำ เนื่องจากเกิดการระบาดใหญ่ทั่วโลก (pandemic) มาแล้วหลายครั้ง แต่ละครั้งเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางเกือบทุกทวีป ทำให้มีผู้ป่วยและเสียชีวิตนับล้านคน 



สาเหตุ เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ซึ่งมี 3 ชนิด (type) คือ A, B และ C 



ไวรัสชนิด A เป็นชนิดที่ทำให้เกิดการระบาดอย่างกว้างขวางทั่วโลก 
ไวรัสชนิด B ทำให้เกิดการระบาดในพื้นที่ระดับภูมิภาค 
ส่วนชนิด C มักเป็นการติดเชื้อที่แสดงอาการอย่างอ่อนหรือไม่แสดงอาการ และไม่ทำให้เกิดการระบาด 



เชื้อไวรัสชนิด A แบ่งเป็นชนิดย่อย (subtype) ตามความแตกต่างของโปรตีนของไวรัสที่เรียกว่า hemagglutinin (H) และ neuraminidase (N) ชนิดย่อยของไวรัส A ที่พบว่าเป็นสาเหตุของการติดเชื้อในคนที่พบในปัจจุบันได้แก่ A(H1N1), A(H1N2), A(H3N2), A(H5N1) และ A(H9N2) 



ส่วนไวรัสชนิด B ไม่มีแบ่งเป็นชนิดย่อย



วิธีการติดต่อ 



เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ติดต่อทางการหายใจ โดยจะได้รับเชื้อที่ออกมาปนเปื้อนอยู่ในอากาศเมื่อผู้ป่วยไอ จาม หรือพูด ในพื้นที่ที่มีคนอยู่รวมกันหนาแน่น เช่น โรงเรียน โรงงาน การแพร่เชื้อจะเกิดได้มาก 

นอกจากนี้การแพร่เชื้ออาจเกิดโดยการสัมผัสฝอยละอองน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย (droplet transmission) จากมือที่สัมผัสกับพื้นผิวที่มีเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ แล้วใช้มือสัมผัสที่จมูกและปาก ระยะฟักตัว ประมาณ 1-3 วัน ระยะติดต่อ ผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ตั้งแต่ 1 วันก่อนมีอาการและจะแพร่เชื้อต่อไปอีก 3-5 วันหลังมีอาการในผู้ใหญ่ ส่วนในเด็กอาจแพร่เชื้อได้นานกว่า 7 วัน ผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่แต่ไม่มีอาการก็สามารถแพร่เชื้อในช่วงเวลานั้นได้เช่นกัน













สรุปได้ว่า การแพร่กระจายเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่จะทำได้ทั้ง แบบอิสระ และ แบบละอองฝอย 


การแพร่กระจายแบบอิสระ คือการติดต่อผ่านลมหายใจเข้าออก

สำหรับแบบละอองฝอย เชื้อไวรัสที่ถูกไอจามออกมา สามารถทนอยู่บนพื้นผิวได้นาน 4-6 ชั่วโมง เมื่อมีคนไปสัมผัสเชื้อไวรัสที่่ตกอยู่บริเวณนั้น และ เอามือมาขยี้ตาขยี้จมูก ก็จะทำให้เชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายทางอ้อม















อนึ่งบางคนอาจเข้าใจว่า เชื้อไวรัสแบบละอองฝอย จะไม่สามารถติดต่อได้ทางอากาศ (ติดต่อได้ทางสัมผัสอย่างเดียว) ... เป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะ

เชื้อไวรัสแบบละอองฝอย ที่เกิดจากการไอจาม จากคนที่เป็นพาหะ พุ่งเข้าหาคนรอบข้าง สามารถถูกสูดดม สัมผัสเยื่อเมือก เข้าในคนใกล้ตัวได้เช่นกัน (เพียงแค่รัศมีเป้าหมายต้องไม่อยู่ไกลจากคนที่ไอจาม เช่น ไม่เกิน 5 เมตร)

การป้องกันและการรักษา



เชื้อไวรัสเมื่อแพร่กระจายเข้าร่างกายแล้ว ยังไม่มีวิธีการรักษา จะใช้วิธีการรักษาแบบตามอาการที่เกิดขึ้น ภูมิต้านทานของร่างกายจะต่อสู้กับเชื้อเอง ... สำหรับคนที่มีความเจ็บป่วยอื่นๆมาก่อนแล้ว เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง รวมถึงเด็ก ก็จะฟื้นฟูร่างกายได้ช้า หรืออาจมีความเสี่ยงสูง











วัคซีนที่ฉีดสำหรับป้องกันเชื้อไวรัสไข้หวัด ก็จะมีข้อจำกัดว่า สามารถป้องกันได้เฉพาะสายพันธุ์นั้นๆ ไม่สามารถใช้ได้กับสายพันธุ์อื่น หรือสายพันธุ์ใหม่ๆที่ปรากฎขึ้นมา ... หากมีสายพันธุ์ใหม่ขึ้นมา การพัฒนาวัคซีนจะใช้เวลาประมาณ 2 ปีให้หลัง กว่าจะประสพความสำเร็จ



การป้องกันหรือลดความเสี่ยงในการติดต่อเชื้อไวรัส วิธีมาตราฐานคือการล้างมือ การเอาผ้าปิดปาก ... แต่ปัจจุบันก็มีทางเลือกใหม่เพิ่มเข้ามาอีก คือการนำเครื่องฆ่าเชื้อโรคทางอากาศเข้ามาใช้ เสมือนการสร้างโซนปลอดเชื้อ (ประมาณนั้น) แต่เมื่อไหร่ที่คนออกนอกโซนที่เครื่องทำงานอยู่ ก็ยังมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสอยู่











การนำเครื่องฆ่าเชื้อโรคไม่ใช่เรื่องใหม่ อดีตเคยมีการนำเครื่องฉายรังสียูวี หรือ ผลิตโอโซน มาทำลายเชื้อโรค แต่ก็พบว่าความเข้มข้นในการนำมาใช้งาน เป็นพิษรุนแรงต่อร่างกาย รวมถึงเป็นต้นเหตุของการเกิดมะเร็ง ระบบเหล่านี้จึงเลิกใช้ไป ... จนกระทั่ง มีการคิดค้นระบบพ่นอนุภาคขึ้นมาใหม่ เป็นการพ่นอนุภาคแบบประจุสองชนิด (เดิมเคยพ่นอนุภาคแบบชนิดเดียว) การพ่นอนุภาคบวกและลบออกมาในเวลาเดียวกัน มีการทดสอบแล้วว่าสามารถทำลายเชื้อไวรัสทางอากาศได้ จึงเป็นที่มาของทางเลือกในการติดตั้งเครื่องฆ่าเชื้อโรคทางอากาศประเภทนี้เข้าไป

























อย่างไรก็ตาม ความเข้มข้นของอนุภาคทั้งบวกและลบ ที่ถูกเครื่องพ่นออกมาพร้อมกัน จะมีความสำคัญต่อประสิทธิภาพการทำงานฆ่าเชื้อไวรัสด้วย จึงควรเลือกใช้ความเข้มข้นที่เหมาะสมกับสถานที่ เช่น บ้าน ใช้ความเข้มข้นที่ 7000 ไอออนต่อซีซี เพื่อความประหยัดแต่ทำลายเชื้อไวรัสไข้หวัดแบบอิสระ , โรงพยาบาล/โรงงาน/บริษัท ควรเลือกใช้ที่ความเข้มข้นมากกว่า 25000 ไอออนต่อซีซี ที่สามารถทำลายเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่แบบอิสระและแบบละอองฝอย




วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ทำไมเครื่องสำอางค์นิยมเอาสารซิลิโคนมาเป็นส่วนผสม ทั้งที่เป็นต้นเหตุของการทำให้เกิดสิว

Silicone ที่ใช้กันแพร่หลายในเครื่องสำอาง




นึกถึงกาวซิลิโคนอย่างไร ลักษณะก็จะเป็นอย่างนั้น คือมันเป็นสารที่ยึดเกาะยึดเหนี่ยวสูง ขณะที่มีความยืดหยุ่นในตัว ติดเหนียวไม่แข็งตัว การที่เอามาผสมกับเครื่องสำอางก็จะทำให้เครื่องสำอางติดผิวหน้าผิวหนังได้ดีขึ้น แต่ลองนึกว่าการเอากาวมาปะผิวหนังแล้ว จะเกิดอะไรได้อีกบ้างนอกเหนือจากนี้



อาการแพ้ซิลิโคน จะเป็นสิวผด สิวอุดตัน อาจมีอาการคันร่วมด้วย สารกลุ่ม silicone เช่น Cyclopentasiloxane, Dimethicone Crosspolymer, Cetyl Dimethicone, Decamethyl Cyclopentasiloxane, PEG-10 Dimethicone, Methicone, Cyclomethicone เป็นต้น ยังมีอีกหลายหลายชนิดของซิลิโคน สังเกตุได้จากชื่อสารอะไรที่ลงท้ายด้วย cone หรือ siloxane มักเป็นสารกลุ่ม silicone ทั้งหมด

ลองไปพลิกดูฉลากเครื่องสำอางในท้องตลาดได้เลย มั่นใจว่าเกือบทุกตัวมีสารกลุ่ม silicone ทั้งนั้น





สารซิลิโคนกลุ่มนี้ข้อดีของมันคือ

1. มอบสัมผัสที่ดีมากๆ ให้กับสกินแคร์ และเครื่องสำอาง เช่น กันแดด รองพื้น บีบี ซีซี ในรูปแบบเนื้อมูส นุ่มลื่น ที่นิยมกันในท้องตลาด เป็นสูตร silicone ทั้งนั้น หรือหากใส่ไม่เยอะมาก ก็จะได้โลชั่น ครีม เนื้อลื่นๆ เกลี่ยง่าย เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคชื่นชอบ ผู้ผลิตทั่วไปจึงใส่ซิลิโคน
มา จะได้ขายดี เป็นที่นิยม

2. ซิลิโคนกันน้ำดีมาก ยิ่งเป็นข้อดีสำหรับผลิตภัณฑ์ประเภท base makeup กลางวัน เช่น กันแดด รองพื้น บีบี ซีซี เครื่องสำอางจะได้ติดทนทาน




แต่ซิลิโคนก็มีข้อเสียคือ

เมื่อกันน้ำดีมาก ก็ต้องล้างออกดีๆ ซึ่งสิ่งที่ดีที่สุดในการล้าง คือ cleansing oil เท่านั้น เพราะเมื่อมันกันน้ำ จึงต้องใช้น้ำมัน และการ emulsify ออก ทีนี้พอหลายๆคนที่ล้างไม่ดีพอ ซิลิโคนที่บ้างออกไม่หมดก็จะ trap คือปิดการหลุดออกไปของ sebum เซลล์ผิวเสื่อมสภาพ ทำให้สำหรับคนที่ผิวอุดตันง่าย หรือคนที่ผิวมีปัญหาเรื่องต่อมเหงื่อ เกิดการอุดตัน เป็นสิวได้

ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวร้อยละ 80 % ในปัจจุบันตามท้องตลาด มีส่วนประกอบหลักของ Silicone ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า  “ เพียงผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดทั่วไป ไม่สามารถสลายพันธะของซิลิโคนได้ เพราะซิลิโคนเป็นสารที่ละลายได้ในน้ำมันเท่านั้น จำเป็นที่เราต้องใช้น้ำมัน(Oil)  เพื่อเข้าไปสลายพันธะและทำให้ซิลิโคนละลายออกมารูขุมขน”



Silicone ไม่อันตราย...แต่ถ้าล้างออกไม่หมด จะมีปัญหาสิวอุดตัน..รุขุมขนกว้างตามมา
ถ้าคิดจะใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของ Silicone ควรจะทำความสะอาดอย่างล้ำลึกยิ่งขึ้น

หลีกเลี่ยงสารซิลิโคนเหล่านี้ โดยดูที่ฉลากเครื่องสำอางที่เลือก ... หากจำเป็นต้องใช้ ก็ควรหาครีมทำความสะอาดแบบไม่มีสารเคมี ใช้สารสกัดธรรมชาติ ล้างออกบ่อยๆ อย่าให้มันตกค้างบนผิวหน้า มิเช่นนั้นก็ต้องไปซื้อครีมทาแก้สิวมาเสียเงินเพิ่มขึ้นไปอีก